อาการ “ไวรัสฮันตา” คล้ายไข้หวัดใหญ่ อัตราเสียชีวิตสูง ยังไม่มียารักษาเฉพาะ
ไวรัสฮันตา โรคจากหนูสู่คน อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่อาจรุนแรงถึงปอดอักเสบ-ไตวาย ยังไม่มียารักษาเฉพาะหรือวัคซีนป้องกัน
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) โรคติดต่อจากหนูสู่คน เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรงในคน โดยมีหนูและสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะนำโรคหลัก เชื้อจะอยู่ในปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของหนู และแพร่สู่คนผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งเหล่านี้ หรือสัมผัสโดยตรง ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์
ต้นตอการติดเชื้อ
- การสูดดมฝุ่นและละออง ที่มีปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายหนูที่แห้งกระจาย
- การสัมผัสสารคัดหลั่งหนู แล้วขยี้ตา จมูก ปาก
- กินอาหาร ที่ปนเปื้อน หรือถูกหนูที่มีเชื้อกัด (พบได้น้อย)
สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน การรักษาหลักยังเป็นการรักษาประคับประคอง เช่น ให้ออกซิเจน ดูแลระบบหายใจ ควบคุมภาวะช็อก เฝ้าระวังภาวะปอดอักเสบหรือน้ำท่วมปอด หรืออวัยวะล้มเหลว ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าแพร่กระจายได้ง่ายในวงกว้างเหมือนโรคโควิด-19 ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากหนู
วิธีป้องกัน
- เก็บอาหารให้มิดชิด
- จัดบ้านให้สะอาด
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาด
- ห้ามกวาดหรือดูดมูลหนู
- หมั่นล้างมือด้วยสบู่
อาการหลัก 2 กลุ่ม
- กลุ่มระบบทางเดินหายใจ (HPS) ไข้สูง, ปวดกล้ามเนื้อ, ไอ, หายใจลำบาก, น้ำท่วมปอด, ช็อก โดยอาการทรุดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
- กลุ่มระบบไตและเลือดออก (HFRS) ไข้สูง, ปวดหลัง, ไตวาย, มีเลือดออก **พบมากในเอเชียและยุโรป
อาการของโรคในระยะแรก
- มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง
- บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งอาจมีอัตราเสียชีวิตสูงประมาณร้อยละ 30 – 40
สถานการณ์ไทยยังไม่พบการระบาดในไทย กรมควบคุมโรคยืนยันความเสี่ยงต่ำ ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต แม้พบเชื้อในหนูบางส่วน (~2-3%) แต่อาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค