Mako SmartRobotics™ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อสะโพก แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
ข้อสะโพกเสื่อมทำให้ปวดและกระทบชีวิตประจำวัน เปิดทางเลือกผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกด้วย Mako SmartRobotics™ ช่วยวางแผนและเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด
โรคข้อสะโพกเสื่อมทำให้เกิดอาการปวดที่รุนแรงกว่าภาวะข้อเสื่อมในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากข้อสะโพกเป็นข้อต่อหลักที่รับน้ำหนักและทำงานหนักตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเกือบทุกรูปแบบ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแม้ในขณะขยับเบาๆ หรือแม้กระทั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย และอาจมีอาการเดินกะเผลกร่วมด้วย
ใครบ้างที่ควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม?
- รักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น
- มีอาการปวดรุนแรงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
- เดินกะเผลกหรือเดินไม่ไหว
- ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
- เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจนทำให้มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือลุกลามไปจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
เมื่อไหร่ที่ต้องพิจารณา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Hip Replacement)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมักเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ ผู้สูงอายุ ในทางกลับกัน แพทย์มักจะยังไม่แนะนำการผ่าตัดนี้สำหรับ ผู้ป่วยอายุน้อย ที่ยังมีการใช้งานข้อต่ออย่างหนักและจำเป็นต้องใช้ข้อเทียมเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ข้อเทียมสึกหรอก่อนวัยอันควร และต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกซ้ำหลายครั้ง
อายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียม
- โดยส่วนใหญ่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปี มักจะต้องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเพียงครั้งเดียว และข้อเทียมนั้นจะอยู่ได้ตลอดชีวิต
- อายุการใช้งาน ของข้อเทียมสามารถอยู่ได้นานถึง 25 ปี หากใช้งานเพียงเพื่อการเดินเท่านั้น แต่หากมีการทำกิจกรรมที่หนักขึ้น อายุการใช้งานก็จะสั้นลง
หมายเหตุสำคัญ : การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยอายุน้อยเข้ารับการผ่าตัด หากมีโรคร้ายแรงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคมะเร็งสะโพก เพื่อช่วยลดความทุกข์ทรมานจากความปวดรุนแรง และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ประเภทของข้อสะโพกเทียม
แบ่งประเภทตามวิธีการยึดติด
- ข้อสะโพกเทียมชนิดไม่ใช้ซีเมนต์ (Uncemented Prosthesis)
- พื้นผิวของวัสดุที่ฝัง (Implant) จะถูกเคลือบด้วยสารเคลือบที่ช่วยให้กระดูกสามารถยึดติดกับวัสดุได้ ข้อสะโพกเทียมชนิดไม่มีซีเมนต์มักจะมีราคาสูง แต่ก็มีความทนทาน ปลอดภัย และต้องการการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน
- ข้อสะโพกเทียมชนิดใช้ซีเมนต์ (Cemented Prosthesis)
- ใช้ซีเมนต์ชนิดพิเศษในการยึดวัสดุที่ฝังเข้ากับกระดูก
แบ่งประเภทตามส่วนที่ถูกเปลี่ยน
- การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งข้อ (Total Hip Replacement - THR หรือ Total Hip Arthroplasty)
- เป็นการเปลี่ยนทั้งส่วนที่เป็น หัวกระดูก (Ball) และส่วนที่เป็น เบ้ากระดูก (Socket)
- การเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน (Partial Hip Replacement)
- เป็นการเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เป็น หัวกระดูก (Head of the femur) เท่านั้น
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิม vs. แผลเล็ก
- ในปัจจุบัน มีเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Procedure) โดยใช้แผลผ่าตัดยาวเพียง 4.5 ซม. เท่านั้น
- ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และสามารถเริ่มเดินได้ในวันถัดไป
- ความเสียหายต่อเนื้อเยื่อน้อย และอาการปวดหลังผ่าตัดลดลง ทำให้ใช้ยาแก้ปวดน้อยลง
- หลังผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบอื่น
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบแผลเล็ก ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกคน โดยประเภทของการผ่าตัดที่ใช้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ วิถีชีวิตของผู้ป่วย อายุ น้ำหนัก ระดับความแข็งแรงของร่างกาย และปัจจัยอื่น ๆ
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิม (Traditional Hip Replacement)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบดั้งเดิมจะใช้ รอยผ่าขนาดใหญ่เพียงรอยเดียว เพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์เข้าถึงข้อสะโพกได้ โดยปกติจะเข้าทางด้านข้าง (Lateral Approach) หรือทางด้านหลัง (Posterior Approach)
การฟื้นตัวจากการผ่าตัดแบบดั้งเดิมอาจใช้เวลานาน เนื่องจากศัลยแพทย์จำเป็นต้อง ตัดหรือปลดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบางส่วน ออกเพื่อเข้าถึงข้อต่อ โดยกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเหล่านี้จะได้รับการซ่อมแซมเมื่อใส่ข้อสะโพกเทียมเรียบร้อยแล้ว
หลังผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อภาวะข้อหลุดได้ จนกว่าโครงสร้างที่รองรับข้อสะโพกใหม่ทั้งหมดจะหายดี
ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อหาวิธีการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่เหมาะสมที่สุด
แนวทางการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์จะพิจารณาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- เทคนิคการผ่าตัด (Surgical Technique) ที่ศัลยแพทย์จะใช้เพื่อเข้าถึงข้อสะโพก
- ประเภทและรูปแบบของข้อเทียม และวิธีการยึดติด
- อายุ วิถีชีวิตของคนไข้ และกิจกรรมที่ทำ
- รูปร่างและความสมบูรณ์ของกระดูกสะโพก
โอกาสในการผ่าตัดซ้ำในอนาคต (Revision Surgery) ก็เป็นปัจจัยในการตัดสินใจด้วย เนื่องจากวิธีการผ่าตัดบางแนวทางและชนิดของข้อเทียมอาจทำให้การผ่าตัดแก้ไขในภายหลังทำได้ง่ายขึ้น หรือมีความซับซ้อนขึ้นก็ได้ ควรปรึกษาศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อหาวิธีการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่เหมาะสมที่สุด
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics มีประโยชน์อย่างไร
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ คือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกรุ่นใหม่ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิทนำมาใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย และลดการบาดเจ็บต่อกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้าง
นอกจากนี้ ความสามารถในการตัดกระดูกด้วยมุมที่แม่นยำยังเปิดโอกาสให้ศัลยแพทย์ประยุกต์แนวคิดการผ่าตัดรูปแบบใหม่ เช่น การจัดแนวข้อเทียมให้ใกล้เคียงกับโครงสร้างตามธรรมชาติของผู้ป่วยก่อนที่ข้อจะเกิดการเสื่อม ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และมีความพึงพอใจมากกว่าเดิม
ระบบนี้ไม่ใช่ “หุ่นยนต์ที่ผ่าตัดเอง” แต่เป็น ผู้ช่วยศัลยแพทย์ ที่ช่วยวางแผนและควบคุมความแม่นยำระหว่างผ่าตัด โดยศัลยแพทย์ยังเป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจในทุกขั้นตอนเช่นเดิม
จุดเด่นสำคัญ ได้แก่
- แม่นยำสูงด้วยระบบ 3D CT-based simulation
- สร้างภาพจำลองสามมิติของข้อสะโพกของผู้ป่วยได้อย่างสมจริง โดยใช้ข้อมูลจากการสแกน CT ของผู้ป่วยจริง เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคลได้อย่างละเอียดและแม่นยำในระดับต่ำกว่ามิลลิเมตรปลอดภัยกว่า ระบบ AccuStop™ Haptic Technology และ Haptic Boundary ช่วยควบคุมเครื่องมือให้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ลดโอกาสตัดเกินหรือกระทบเนื้อเยื่อสำคัญ
- ลดการบาดเจ็บต่อกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้าง ด้วย Bone Registry Validation ที่มีความแม่นยำสูงกว่า 0.5 มิลลิเมตร จึงช่วยลดการกระทบต่อกระดูกและเนื้อเยื่อได้อย่างมาก
- แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยเจ็บหลังผ่าตัดน้อยลง ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิม
ผ่าตัดแบบดั้งเดิม VS การผ่าตัดด้วย Mako SmartRobotics™
ความแม่นยำของการลงทะเบียนกระดูก
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: เป็นมาตรฐานทั่วไป
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: มีความแม่นยำสูงกว่า < 0.5 มม.
การจัดวางอุปกรณ์เทียม
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: ขึ้นอยู่กับทักษะของแพทย์
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ใช้หุ่นยนต์ช่วยนำทาง ลดข้อผิดพลาด
การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: มีการบาดเจ็บมากกว่า
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ลดการบาดเจ็บได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระยะเวลาฟื้นตัว
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ใช้เวลาฟื้นตัวสั้นกว่า
ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: มีอาการปวดมากกว่า
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ลดอาการปวดได้ถึง 55.4%
การใช้ยาแก้ปวด
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: มีการใช้ยาแก้ปวดมากกว่า
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ลดการใช้ยาแก้ปวดได้อย่างเห็นได้ชัด
การผ่าตัดซ้ำ
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: เป็นมาตรฐานทั่วไป
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: ลดการผ่าตัดซ้ำได้ถึง 30%
การทำงานของข้อในระยะยาว
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: เป็นมาตรฐานทั่วไป
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: การทำงานของข้อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อัตราการอยู่รอดของข้อเทียม (ข้อเข่าบางส่วน)
- ผ่าตัดแบบดั้งเดิม: เป็นมาตรฐานทั่วไป
- ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Mako: อยู่ที่ 95.6% ภายใน 5 ปี*
*อ้างอิงจากข้อมูลของ Stryker ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์
ทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่มีประสบการณ์สูง
นอกจากเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Mako SmartRobotics™ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแล้ว ประสบการณ์ของศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคกระดูกและข้อ อาทิ นพ. กฤษกมล สิทธิทูล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 13 ปี ผ่านการฝึกอบรมระดับนานาชาติด้านการผ่าตัดข้อเทียม และได้รับประกาศนียบัตร Fellowship in Arthroplasty จาก The Hannover Medical School (MHH) ประเทศเยอรมนี
การฟื้นฟูหลังผ่าตัด โดยทีมวิสัญญีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเข่าจะได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค Combined Spinal–Epidural Block ร่วมกับ Nerve Block (Adductor Canal Block) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ยาจะออกฤทธิ์ทำให้ขาไม่ขยับและไม่รู้สึกเจ็บบริเวณที่ผ่าตัด ช่วยให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น
หลังผ่าตัด ทีมแพทย์วิสัญญีที่สมิติเวช จะติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมความเจ็บปวดต่อเนื่อง ยาที่ทำให้ขาเคลื่อนไหวไม่ได้จะค่อย ๆ ลดลงจนหมด ทำให้ผู้ป่วยสามารถ กลับมาเคลื่อนไหวขาได้ตามปกติโดยไม่เจ็บปวด ส่งเสริมการฟื้นตัวที่ราบรื่นและพร้อมเริ่มกายภาพบำบัดได้อย่างมั่นใจ เทคนิคนี้ที่ สมิติเวช ดำเนินการด้วย ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงของทีมแพทย์วิสัญญี ที่ สมิติเวช สุขุมวิท เราผสานการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์เข้ากับโปรแกรมฟื้นฟูและออกกำลังกายเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้เต็มที่ ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายหลังผ่าตัด
- Isokinetic Testing and Training – ใช้เครื่องวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและช่วงการเคลื่อนไหวจริง เพื่อออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น หรือกลับไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงและความคล่องตัวสูง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาให้คำแนะนำตลอดการฝึก
- Advanced Rehabilitation Programme – โปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย จนสามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่เหมือนก่อนผ่าตัด หรือมากกว่าเดิม
- Medical Exercise Service – โปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา (ระดับปริญญาเอก) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นตัวและป้องกันการบาดเจ็บในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท