“กาฬโรค” คืออะไร? ยังน่ากังวลแค่ไหนในไทย? เปิดอาการ-วิธีป้องกัน
“กาฬโรค” เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ เช็ก 3 รูปแบบอาการ พร้อมวิธีป้องกัน ขณะที่ไทยยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการคัดกรอง
กาฬโรค (Plague) โรคระบาดรุนแรงที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า เยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) โดยแบคทีเรียชนิดนี้มักจะอาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดเล็ก เช่น หมัดหนู และเมื่อหมัดหนูที่มีเชื้อโรคนี้กัดและปล่อยเชื้อ ก็จะทำให้ผู้ที่ถูกกัดป่วยเป็นกาฬโรคได้ ระยะฟักตัวของโรค 1 - 7 วัน หรืออาจนานกว่านั้น
ข้อมูลจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กาฬโรคพบได้ในประเทศต่างๆ ของทวีปแอฟริกาได้แก่ บอตสวานา(Botswana) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
เคนย่า มาดากัสกา มาลาวี โมซัมบิก สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ยูกันดา แซมเบีย ซิมบับเว และกาฬโรคยังเป็นโรคประจำถิ่นในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินเดียสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มองโกเลีย เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมีการระบาดใหญ่เป็นครั้งคราว
สถานการณ์โรคในประเทศไทย
ได้รับรายงานการระบาดของกาฬโรคครั้งแรกโดยนายแพทย์เอช แคมเบลไฮเอ็ต เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล พบผู้เสียชีวิตที่น่าสงสัยจะเป็นกาฬโรคบริเวณที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดียทางฝั่งธนบุรี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 การระบาดของโรคสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากหนูที่มีเชื้อกาฬโรคติดมากับเรือสินค้าที่มาจากเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดียซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดการระบาดของกาฬโรค หลังจากนั้นโรคก็แพร่ระบาดออกไปหลายท้องที่ของฝั่งธนบุรี และข้ามมาระบาดในฝั่งพระนครอีกหลายท้องที่ รวมถึงรอบนอกของพระนครด้วย โดยมีการเกิดโรคในฝั่ง พระนครและธนบุรีติดต่อกัน 2 ปี จากนั้นก็ระบาดไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีการค้าขายติดต่อกัน ทั้งทางบก ทางเรือ และทางรถไฟ โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางตลาดใหญ่ๆมีการค้าขายมาก และมีรายงานการเกิดกาฬโรคอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2495 จากนั้นไม่มีรายงานการเกิดกาฬโรคในประเทศไทยจนกระทั่งปัจจุบัน
3 ชนิดกาฬโรคตามลักษณะอาการ
กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague)
- มีไข้ หนาวสั่นอย่างกะทันหัน
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
- มีต่อมน้ำเหลืองบวม เจ็บ หรือมีความรู้สึกไว อย่างน้อย 1 จุดตามร่างกาย และจะมีขนาดประมาณไข่ไก่
กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague)
- ไอ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีไข้
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปอดบวมอย่างรวดเร็ว หายใจตื้น เจ็บหน้าอก
- บางรายอาจทำให้มีน้ำมูกไหลหรือน้ำมูกปนเลือด
- การหายใจล้มเหลวหรือช็อกได้ภายใน 2 วัน หลังจากที่ติดเชื้อ
กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษหรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Plague)
- มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
- ช็อก ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน
- มีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย
- เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายอาจตายและเปลี่ยนเป็นสีดำ (Gangrene)
ขั้นตอนการรักษากาฬโรค
- หากสงสัยว่ามีอาการคล้ายคลึงโรคนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- รีบทำการเพาะเชื้อจากเลือด และหนองที่ต่อมน้ำเหลือง
- ให้ยาปฏิชีวนะก่อนที่จะทราบผลเพาะเชื้อ
- สำหรับผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยจะต้องกักตัวไว้สังเกตอาการ และให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน
“กาฬโรค” ป้องกันได้ หากด้วยวิธีเหล่านี้
- ทิ้งขยะมีฝาปิดมิดชิด เพื่อไม่ให้มีการกองขยะ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของหนู
- ไม่สัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตาย หากจำเป็นให้สวมถุงมือยาง
- หากมีสัตว์เลี้ยงต้องใช้ยาฆ่าหมัดเป็นระยะ
- ไม่ควรนอนกับสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงแบบปล่อย เพราะสามารถติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงที่อาจได้รับเชื้อกาฬโรคหรือหมัดที่อยู่กับสัตว์เลี้ยง
- ระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อเด็กหรือผู้ใหญ่ออกนอกบ้าน โดยเฉพาะในแหล่งที่มีการระบาดไม่ใกล้ชิดกับสัตว์ฟันแทะทั้งหลาย
ด้านกรมควบคุมโรค ยืนยันล่าสุดว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทาง เที่ยวบิน หรือเปิดการคัดกรองพิเศษ ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ เนื่องจากระบบเฝ้าระวังปกติของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ ทั้งนี้ โรคที่อยู่ใน พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 นั้นประเทศไทยจะต้องมีระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การสอบสวนโรค และความพร้อมทางห้องปฏิบัติการอย่างครบถ้วน หากพบผู้เดินทางที่มีอาการสงสัย (ไข้ ร่วมกับปอดอักเสบรุนแรง และมีประวัติสัมผัสเสี่ยง) สามารถเข้าสู่กระบวนการแยกกัก รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และสอบสวนโรคได้อย่างทันท่วงที โดยกรมควบคุมโรคจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบเมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2,สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย,กรมควบคุมโรค