“โรคหัด” แพร่เชื้อเร็ว เช็กระยะเริ่มต้น-ผื่นขึ้น ก่อนเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
โรคหัด ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ผื่น” แต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคิด แม้ในปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกัน แต่โรคหัดยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก
โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก (Highly Contagious) โดยเชื้อจะอาศัยอยู่ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย สามารถติดต่อได้ผ่าน
- การไอ หรือการจาม
- การสัมผัสละอองฝอยในอากาศ (Airborne) เชื้อสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง
- การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง
เช็กอาการ “โรคหัด” ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?
อาการของโรคหัดมักจะแสดงออกมาหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ
ระยะเริ่มแรก (Prodromal Stage) ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
- ไข้สูง (อาจสูงถึง 40°C)
- ไอแห้ง น้ำมูกไหล
- ตาแดง (Conjunctivitis) และกลัวแสง
- จุดคอปลิก (Koplik’s Spots) จุดสีขาวอมเทาขนาดเล็กคล้ายเม็ดทรายในกระพุ้งแก้ม ซึ่งเป็นสัญญาณเฉพาะของโรคหัด
ระยะผื่น (Exanthem Stage) หลังจากมีไข้ 3-5 วัน
- จะเริ่มมีผื่นแดงราบ (Maculopapular rash) บริเวณไรผม หลังหู และใบหน้า ลามลงมาที่ลำตัว แขน และขา เมื่อผื่นขึ้น ไข้มักจะสูงขึ้นเต็มที่
ระยะฟื้นฟู (Recovery Stage) ผื่นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำและลอกเป็นขุย ไข้จะลดลงภายใน 3-4 วัน หลังผื่นขึ้น
เปรียบเทียบโรคหัด vs ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร?
โรคหัด (Measles)
- มีผื่นแดงทั่วตัว เริ่มจากใบหน้า
- ตาแดงเด่นชัด แพ้แสง
- จุดสีขาวในปาก (Koplik’s Spots
- เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางสมอง/ปอด
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
- มักไม่มีผื่น
- ปวดเบ้าตา
- เสี่ยงปอดอักเสบ
โรคหัด ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ผื่น” แต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคิด แม้ในปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกัน แต่โรคหัดยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณเท่าทันโรคนี้ก่อนสายเกินไป
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
- หูชั้นกลางอักเสบพบบ่อยที่สุดในเด็ก
- ปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดจากโรคหัด
- สมองอักเสบ (Encephalitis) พบได้ 1 ใน 1,000 ราย ส่งผลให้เกิดความพิการถาวร
- ท้องเสียอย่างรุนแรงนำไปสู่สภาวะขาดน้ำ
การรักษาและวิธีดูแลผู้ป่วย
ปัจจุบัน “ยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ” การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care)
- ลดไข้เช็ดตัวและใช้ยาลดไข้ (หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพรินในเด็ก)
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- เสริมวิตามินเอ (Vitamin A) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรค
- แยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด วัคซีน MMR
วิธีป้องกันโรคหัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) โดยกระทรวงสาธารณสุขไทยแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม
- เข็มที่ 1 : เมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน
- เข็มที่ 2 : เมื่อเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน (หรือ 2 ปีครึ่ง)
คำแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ หากไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนหรือเคยเป็นโรคหัดมาก่อนหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจภูมิคุ้มกันหรือฉีดวัคซีนกระตุ้นได้ ทั้งนี้โรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน หากพบว่าบุตรหลานมีไข้สูงร่วมกับตาแดง หรือเริ่มมีผื่นขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2