เครื่องดื่มบำรุงไต ลดการอักเสบปัจจัยก่อเกิดนิ่ว และข้อควรระวังก่อนดื่ม
หน้าที่หลักของไตคือการสร้างปัสสาวะ ควบคุมน้ำในร่างกาย เผย 5 เครื่องดื่มช่วยบำรุงไต มีใยอาหารลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว กระตุ้นการทำงานของไต
หน้าที่สำคัญของไต คือ การสร้างปัสสาวะซึ่งจะช่วยขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ และช่วยในการรักษาความปกติของน้ำและเกลือแร่ของร่างกายนอกจากนั้นไตยังมีหน้าที่ในการสร้างสารที่ควบคุมความดันโลหิต และสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง การดูแลสุขภาพไตเป็นเรื่องสำคัญ การดื่มน้ำสะอาดเพียงพอย่อมส่งผลที่ดีต่อสุขถาพไต แต่การเติมเครื่องดื่มบางชนิดลงไปในตารางการดื่มของคุณก็อาจช่วยเสริมสุขภาพไตได้เช่นกัน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับโรคประจำตัวของผู้บริโภค
เครื่องดื่มช่วยบำรุงไต
- น้ำมะนาว มีซิเตรต ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต และช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น
ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ควรเจือจางน้ำมะนาวด้วยน้ำเปล่า
- น้ำถั่วดำ น้ำถั่วดำอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย รวมถึงไต และมีใยอาหารสูง ช่วยในการขับถ่ายของเสีย
ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ
- ชาเขียว อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงโรคไต และมีคาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต
ข้อควรระวัง: ผู้มีความดันโลหิตสูง ควรระวังปริมาณคาเฟอีนที่รับประทาน
- กาแฟดำ การศึกษาบางชิ้นพบว่าการดื่มกาแฟดำในปริมาณที่พอเหมาะ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคไตเรื้อรังได้
ข้อควรระวัง: ไม่ควรเติมน้ำตาลหรือครีมเทียม และไม่ควรดื่มมากเกินไป
- น้ำเปล่า น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพไต ช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย และป้องกันการเกิดนิ่วในไต
ข้อควรระวัง: ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และไม่ดื่มน้ำปริมาณที่มากในเวลาอันสั้น
ทั้งนี้ควรคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มเครื่องดื่มใดๆ อีกทั้งการดื่มน้ำหลากหลายชนิด ช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น และควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหวานสูง เช่น น้ำอัดลม ในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ควรลดปริมาณการดื่มกาแฟและชา
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข