เช็กแคลอรี “ขนมไหว้พระจันทร์” อร่อยเป็นมงคล แต่ควรกินแต่พอดี
6 ตุลาคม เทศกาลไหว้พระจันทร์ หลายคนรอกินขนมไหว้พระจันทร์ ขนมประจำเทศกาล อร่อยแต่ให้พลังงานสูง ควรกินพอดี แบ่งกินหลายคน
เทศกาลไหว้พระจันทร์ 2568 ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งเป็นเทศกาลของชาวจีนสำหรับระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลนี้ คือ “ขนมไหว้พระจันทร์” ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งยังนิยมนำมาเป็นของฝากในช่วงเทศกาล และหลายคนอาจได้รับในปริมาณมากและชื่นชอบที่จะกินหลายชิ้นในวันเดียว เพราะนอกจากจะอร่อยหลากหลายไส้แล้ว ยังมีความหมายที่เป็นมงคล เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ความกลมเกลียว และการเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ด้วย
ถึงแม้จะอร่อยแค่ไหน แต่ ขนมไหว้พระจันทร์ จัดเป็นขนมที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งยังมีน้ำมัน น้ำเชื่อม และเมื่อมาผสมกับไส้ต่าง ๆ ที่มีรสชาติหวาน จึงทำให้เป็นขนมที่ให้พลังงานสูงมาก ปกติขนมไหว้พระจันทร์ขนาด 1 ชิ้น มีน้ำหนัก 166 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 614 – 772 กิโลแคลอรี ซึ่งสูงกว่าอาหารมื้อหลักอย่างเช่น ข้าวผัดหมู ผัดไทยกุ้งสด ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว หรือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว 1 จาน
จากข้อมูลพบว่าแม้ตัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ได้ 6 ชิ้นเล็ก ๆ ก็ยังให้พลังงานถึง 96-120 กิโลแคลอรี แสดงคุณค่าทางโภชนาการของขนมไหว้พระจันทร์ไส้ต่าง ๆ ในปริมาณ 100 กรัม พบว่า แต่ละไส้ให้พลังงานแตกต่างกัน
- ไส้พุทราให้พลังงาน 338 กิโลแคลอรี
- ไส้ทุเรียนให้พลังงาน 345 กิโลแคลอรี
- ไส้ทุเรียนและไข่ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี
- ไส้เม็ดบัวให้พลังงาน 384 กิโลแคลอรี
- ไส้เม็ดบัวและไข่ให้พลังงาน 404 กิโลแคลอรี
จึงแนะนำให้กินขนมไหว้พระจันทร์อย่างเหมาะสม ไม่ควรกินทีเดียวหมดทั้งชิ้นในวันเดียวและควรเลี่ยงกินขนมหวาน ของหวานประเภทอื่นหรือเครื่องดื่มรสหวานต่าง ๆ รวมทั้งไม่ควรกินคู่กับน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่มากเกินความต้องการ ซึ่งแป้งและน้ำตาลจากขนมจะเปลี่ยนไปเป็นไขมันส่วนเกินสะสมตามร่างกาย หากขาดการออกกำลังกาย มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม อ้วนลงพุง และทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา และสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ก่อนกินขนมไหว้พระจันทร์ทุกครั้งต้องดูวันผลิตหรือวันหมดอายุ รวมทั้งสังเกตกลิ่นและสีของขนมว่าผิดปกติหรือไม่หากพบว่ามีกลิ่นและสีที่เปลี่ยนไป ควรงดบริโภคทันทีเพื่อความปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอนามัย