ประโยชน์ “เม็ดมะม่วงหิมพานต์” แหล่งวิตามินบี พลังงานสูงควรกินแต่พอดี
มะม่วงหิมพานต์ อุดมพลังงาน วิตามินบี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่พลังงานสูงควรกินแต่พอดี
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ Anacardium occidentale L. จัดอยู่ในวงศ์มะม่วง (ANACARDIACEAE) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีกิ่งแขนงแตกออกเป็นพุ่มแน่นทรงกลมถึงกระจาย เปลือกหนาผิวเรียบมีสีน้ำตาลเทา ในบ้านเราสามารถพบมะม่วงหิมพานต์ได้ทั่วไปในภาคใต้ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะม่วงสิโห, มะโห ,มะม่วงกาสอ ,มะม่วงเล็ดล่อ หรือ มะม่วงยางหุบ เป็นต้น
ผลมะม่วงหิมพานต์ มีลักษณะคล้ายผลชมพู่หรือลูกแพร์ ผลเป็นพวงห้อยลงมา ขนาดผลยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร
เนื้อผลฉ่ำน้ำมีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียวหรือเหลืองอมชมพู แต่เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มแดง ที่ปลายผลมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด มีลักษณะคล้ายรูปไต ซึ่งคือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นผลมีเปลือกแข็ง มีเมล็ดเดียวลักษณะคล้ายรูปไต หรือคล้ายนวมของนักมวย มีสีน้ำตาลปนเทา ข้างในผลมีเมล็ดคล้ายรูปไต นิยมนำมาคั่วกินเป็นของว่าง เพราะมีรสชาติมัน กินเพลิน หรือผสมในอาหาร อาทิ ยำสามกรอบ ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุ้กกี้ขนมต่างๆ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบ ต่อ 100 กรัม พลังงาน 553 กิโลแคลอรี เป็นแหล่งของวิตามินบี ที่ช่วยรักษาเส้นประสาทและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของร่างกาย ตลอดจนเสริมความต้านทานต่อความเครียด และยังมีแร่ธาตุสำคัญสำหรับสุขภาพภูมิคุ้มกัน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระซีลีเนียมที่จำเป็นต่อการผลิตแอนติบอดี และสังกะสีซึ่งใช้ต่อสู้กับไวรัส ยับยั้งเซลล์มะเร็ง แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
คำแนะนำในการกินมะม่วงหิมพานต์
- จะมีน้ำมันมากและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป หรือครั้งหนึ่งไม่เกิน 10 เม็ด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ก็อาจมีปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน ควรเลือกบริโภคที่สะอาด ปิดมิดชิด ไม่เก็บไว้นาน มีเลขทะเบียน อย. ที่ถูกต้อง หรือผ่านการผลิตด้วยระบบ GMP/HACCP
- สำหรับบางรายที่รับประทานเม็ดมะม่วงพิมพานต์แล้วเกิดอาการแพ้ โดยมีอาการเช่น มีอาการบวมที่ใบหน้าและคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย คุณควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน