เปิดลิสต์อาหารลด "ไขมันพอกตับ" ลดการอักเสบ ช่วยฟื้นฟูตับ
โรคไขมันพอกตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เสี่ยงลุกลามเป็นตับแข็งได้ แพทย์แนะปรับพฤติกรรม เลือกอาหารสุขภาพ ลดหวาน มัน งดแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับมากเกินไป โดยการเกิดนั้นสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินและไขมันในเลือดสูงหรือน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะนั้นอาจไม่มีอาการในระยะแรกแต่หากไม่ได้รับการดูแล จะนำไปสู่การสะสมของพังผืด ที่เกิดจากการซ่อมแซมความเสียหายภายในตับและเมื่อพังผืดสะสมในปริมาณมากก็จะนำไปสู่ภาวะตับแข็ง ในอนาคต รวมทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะมะเร็งตับอีกด้วย
สาเหตุของ Fatty liver
- จากการดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- โรคไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนลงพุง
- การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวและน้ำตาล
- การลดน้ำหนักอย่างหักโหม
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยากลุ่มสเตียรอยด์
อาการโรคไขมันพอกตับ
โรคนี้เริ่มแรกมักไม่มีอาการใดๆมักตรวจพบจากการตรวจอัลตราซาวด์ของ อาการที่อาจพบได้
- อ่อนเพลีย
- อาจเจ็บชายโครงขวา แน่นท้องจากการมีตับโตขึ้น
- น้ำหนักลด ตาเหลืองตัวเหลือง
- สับสน
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ
ดูแลภาวะไขมันพอกตับ
- ลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- ออกกำลังกาย
- งดเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
- ควบคุมอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงรวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น นม ชีส กระทิ อาหารทะเล ไอศกรีม
อาหารที่ช่วยลดภาวะไขมันพอกตับ
- การรับประทานผักบางชนิดที่ช่วยเร่งกระบวนการกำจัดสารพิษออกจากตับเช่น ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี หัวหอม กระเทียม สมุนไพร
- สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดที่ช่วยขับสารพิษจากตับได้ เช่น Milk Thistle,ALA และ NAC
- อาหารที่ช่วยลดภาวะการอักเสบของตับ เช่นปลาที่มี โอเมก้า 3 จำพวก แซลมอน ซาร์ดีน ปลาทู เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก ธัญพืช
- ชาเขียว ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน
- วิตามีนอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับ
- วิตามินบี แมกนีเซียมยังช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ตับที่เสียหาย
เมื่อผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมีภาวะไขมันพอกตับมีความจำเป็นต้องได้รับการประเมินความรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการตรวจวัดปริมาณพังผืดในตับว่ามีมากน้อยเพียงใด แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม ดังนั้นจึงควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจเพิ่มเติมต่อไป ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากภาพถ่ายรังสี โดยการตรวจอัลตร้าซาวน์เพื่อดูลักษณะของตับที่มีการสะสมของไขมันร่วมกับการตรวจค่าเอนไซม์ตับว่ามีการอักเสบหรือไม่ การตรวจเพิ่มเติมแพทย์พิจารณาดังนี้
การตรวจเลือด
- การตรวจการทำงานของตับ
- การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ B และ C
- การตรวจเพื่อหาโรคร่วมต่างๆ เช่น ระดับน้ำตาลและน้ำตาลสะสมในเลือด,การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นต้น
การตรวจวัดพังผืด
ปัจจุบันมีการตรวจประเมินพังผืดเรียกว่าการตรวจ Fibroscan หรือ Transient elastography วัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับและนำไปแปลผลเป็นค่าปริมาณพังผืดในตับต่อไป สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่มีความเจ็บปวด โดยการใช้หัวตรวจแตะบริเวณผิวหนังของผู้ป่วยและส่งคลื่นเสียงสะท้อนไปยังบริเวณตับ
การเจาะชิ้นเนื้อตับ(Liver Biopsy)
ปัจจุบันใช้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีเครื่องมืออื่นที่สามารถทดแทนโดยไม่ต้องทำการเจาะให้เกิดความเจ็บปวด แต่ในบางรายที่ไม่สามารถสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะตับอักเสบอาจพิจารณาทำการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการ
การป้องกันโรคไขมันพอกตับ
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: ป้องกันการสะสมของไขมันในตับ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ: เสริมสร้างการเผาผลาญและลดไขมันสะสม
- รับประทานอาหารที่สมดุล: ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: ลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ
- ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อเฝ้าระวังและตรวจพบภาวะไขมันพอกตับในระยะแรก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคไขมันพอกตับ
ขอบคุณข้อมุลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี และ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา