คลายทุกข้อสงสัย “ฝีดาษลิง” แพร่เชื้อได้เหมือนโควิดไหม-รักษาได้ที่ไหน
เปิดข้อมูลคลายทุกข้อสงสัยเรื่อง “โรคฝีดาษลิง” รุนแรงแค่ไหน แพร่เชื้อ-ติดต่ออย่างไร หากป่วยแล้วเข้ารักษาได้ที่ไหน เช็กที่นี่!
กรมควบคุมโรค เผยไทยพบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรในเดือนมิถุนายน 2566 จำนวน 48 ราย ซึ่งสูงกว่าเดือนพฤษภาคมที่ได้รับรายงาน 21 ราย หรือจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 เท่า
แต่โรคนี้มีความรุนแรงอย่างไร จะสามารถแพร่เชื้อได้เหมือนโรคโควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้หรือไม่ และหากป่วยแล้วสามารถเข้ารักษาตัวได้ที่ไหนบ้างนั้น ทีมข่าวนิวมีเดียพีพีทีวีได้รวบรวมข้อมูลทุกข้อสงสัย มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
รู้จัก “ฝีดาษลิง”
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสโรคฝีดาษ หรือโรคไข้ทรพิษ
ส่วนใหญ่พบในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ไม่ร้ายแรงและมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ แต่มักพบในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องหมั่นสังเกตและดูแบบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันมี 2 สายพันธุ์ ประกอบด้วย
- สายพันธุ์ West African clade : อาการไม่รุนแรง อัตราป่วยตายอยู่ที่ 1%
- สายพันธุ์ Central African clade : อาการรุนแรงกว่า อัตราป่วยตายอยู่ที่ 10%
อาการป่วย 4 ระยะ
โรคฝีดาษลิง มีอาการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1.) ระยะฟักตัว : จะไม่แสดงอาการช่วง 5 – 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ
2.) ระยะไข้ 1-4 วัน : มีอาการปวดหัว เจ็บคอ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
3.) ระยะผื่น 1-2 สัปดาห์ : จะเริ่มจากผื่นแบน ผื่นนูน ผื่นมีน้ำใสใต้ผื่น ผื่นมีน้ำขุ่นใต้ผื่น จนกระทั่งเป็นผื่นแผลแห้งเป็ยขุย
4.) ระยะฟื้นตัว : ใช้เวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์
เผยสาเหตุ "ฝีดาษลิง" ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับโรคหนองใน ซิฟิลิส และเหตุที่คุมยาก
พบกลุ่มเสี่ยง "ฝีดาษลิง" เพิ่ม! รวม 17 คน แพทย์แนะเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง งดมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า
การติดต่อ
- สัตว์สู่มนุษย์ : การสัมผัสสารคัดหลั่งทางผิวหนัง เยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา, นำซากสัตว์ป่วยมาประกอบอาหาร, ถูกสัตว์ป่วยกัด โดยเฉพาะสัตว์กัดแทะทุกชนิด ไม่ใช่เฉพาะลิงเท่านั้น สัตว์ตระกูลหนูต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ รวมถึงกระรอก และกระต่ายที่ล้วนแต่เป็นพาหะไวรัสนี้ได้
- มนุษย์สู่มนุษย์ : ละอองฝอยทางการหายใจ และ สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งและรอยโรคที่ผิวหนังของผู้ป่วย โดยการสัมผัสที่เพิ่มโอกาสติดโรคนี้ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ, กสนกอด นวด จูบ และการอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน (ยังไม่มีข้อมูลพบว่าสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำอสุจิ หรือ ของเหลวในช่องคลอดได้หรือไม่)
ส่วนการติดเชื้อจากการเข้าห้องน้ำสาธารณะนั้น อยากให้เข้าใจว่าการปัสสาวะไม่ได้ฟุ้งกระจายมาก จนแพร่เชื้อหรือรับเชื้อได้ แต่อยู่ที่ตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ หากแตกออกมาก็สามารถแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสโดยตรง ไม่ใช่จากปัสสาวะ
แพร่ระบาดเหมือนโควิด-19 ได้หรือไม่
สำหรับใครที่กังวลและว่าโรคไข้ฝีดาษลิง จะกลายเป็นโรคระบาดที่ระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) เหมือนกับโควิด-19 หรือไม่นั้น จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าโอกาสในการระบาดใหญ่ทั่วโลกมีได้น้อยกว่า เพราะลักษณะในการแพร่เชื้อจะผ่านการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นหลัก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถติดเชื้อผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเรายังต้องติดตามข้อมูลข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด
แต่หากเชื้อมีการแพร่ระบาดจากคนไปสู่สัตว์ จะทำให้การควบคุมโรคทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสัตว์ฟันแทะที่จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อตามธรรมชาติของเชื้อไวรัสนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานว่า มีเชื้อไวรัสในกลุ่มสัตว์ฟันแทะ (เช่น กระรอก หนู กระแต) ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
ติดเชื้อฝีดาษลิง ทำต้องทำอย่างไร-รักษาที่ไหนได้บ้าง
หากพบมีอาการเข้าข่ายโรคฝีดาษลิง แนะนำไปพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฝีดาษลิงหรือไม่ หากผลตรวจออกมาพบว่าติดเชื้อ ให้แยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าจะตกสะเก็ดหมด และกินยาบรรเทาอาการตามแพทย์สั่ง รวมถึงงดการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ทั้งนี้สามารถปรึกษาอาการของโรคฝีดาษลิงที่สายด่วน กรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารักษาตัวได้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพของตัวเอง หรือ กรณีมีความจำเป็นสามารถเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ทุกแห่ง เช่น โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ กทม. และคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือสถานพยาบาลตามสิทธิที่ท่านไปรักษาเป็นประจำ คลิกเช็กสถานที่ ที่นี่
การวินิจฉัยโรค
สำหรับการวินิจฉัยโรคฝีดาษลิง แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก โดยเฉพาะอาการมีไข้พร้อมกับตุ่มน้ำใสคือสัญญาณชัดเจนของโรคฝีดาษลิง โดยจะทำการตรวจหาสารพันธุกรรม Real – Time PCR โดยระยะเวลาการตรวจอยู่ที่ 24 – 48 ชั่วโมง และการตรวจลำดับนิวคลิโอไทด์ด้วยเทคนิค DNA Sequencing ที่ใช้ระยะเวลาการตรวจ 4 – 7 วัน
การรักษา
การรักษาโรคฝีดาษลิงในขณะนี้ ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นไปแบบประคับประคอง คือ รักษาตามอาการ เช่น มีไข้ ให้ยาลดไข้ เป็นต้น และแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส Cidofovir, Tecoviramet และ Brincidofovir ด้วยในบางกรณี
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่ก็พบรายงานการเสียชีวิตจากโรคนี้ โดยกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด คือ เด็กเล็ก
การป้องกัน
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่/เจลแอลกอฮอล์
- งดรับประทานอาหารที่ปรุงจากสัตว์ป่า และไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง
- กินเนื้อสัตว์ปรุงสุก
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง และตุ่มหนองของสัตว์ป่าจากพื้นที่เสี่ยง สัตว์ป่าป่วย หรือผู้มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง
- วัคซีนที่ได้รับอนุมัติใน USA คือ JYNNEOS
วัคซีนป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่จำเพาะกับไวรัสฝีดาษลิงโดยตรง แต่มีหลักฐานทางการแพทย์พบว่า วัคซีนไข้ทรพิษ (Smallpox) สามารถป้องกันโรคฝีดาษวานรได้ถึง 85%
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีวัคซีนรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยการตัดต่อพันธุกรรมของไวรัสไข้ทรพิษ ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัว หรือก่อโรคได้ และได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถให้วัคซีนหลังจากมีสัมผัสเสี่ยงสูงได้ (Post exposure) เนื่องจากเชื้อมีระยะฟักตัวนาน การฉีดวัคซีนในช่วงแรก หลังการสัมผัสเสี่ยงสูง จึงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทัน
วัคซีนจำเป็นสำหรับใคร
ผู้ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสและติดเชื้อ ได้แก่
- นักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการที่ศึกษาไวรัส
- บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีหน้าที่เผชิญเหตุเบื้องต้น
- ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ
ส่วนประชาชนทั่วไป ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับวัคซีน
เปิดไทม์ไลน์ผู้ป่วย "ฝีดาษลิง" รายที่ 2 เสี่ยงสูงเพิ่มอีกรวม 13 คน
“หมอยง” เผยโรคฝีดาษลิงยากต่อการควบคุม ไม่แสดงอาการระยะแรก
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์