"หมอธีระ"ยกวิจัยชี้การฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุมีประโยชน์
งานวิจัยสะท้อนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุมีประโยชน์ลดอาการรุนแรงถึง80% ขณะที่การระบาดโควิด19ในรอบ2ปีครึ่งที่ผ่านมาสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลงไป เป็นมูลค่ากว่า 62,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปี
นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ว่าเมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 270,830 คน ตายเพิ่ม 677 คน รวมแล้วติดไป 614,048,342 คน เสียชีวิตรวม 6,517,389 คน5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญึ่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 8 ใน 10 อันดับแรก และ 17 ใน 20 อันดับแรกของโลก
จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 91.5 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 77.84
ขณะที่สถานการณ์ระบาดของไทยจากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่าจำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก และอันดับ 7 ของเอเชีย แม้สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปมากก็ตามประสิทธิภาพของวัคซีนเข็ม 4 ในคนสูงอายุTan CY และคณะ จากประเทศสิงคโปร์ เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์ระดับสากล Annals of Internal Medicine วันนี้พบว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป การฉีดกระตุ้นครั้งที่สอง (เข็ม 4) โดย mRNA vaccines นั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรง และลดโอกาสที่ต้องนอนโรงพยาบาลได้ดีโดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันป่วยรุนแรงได้ 80% ณ 60 วันหลังฉีด โดยประสิทธิภาพลดลงเหลือ 60% หลังจากนั้นในขณะที่ประสิทธิภาพในการลดโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลนั้นอยู่ราว 60%แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการนั้นค่อนข้างน้อย เพียง 20-30% ในช่วงสองเดือนแรก และลดลงน้อยกว่า 20% หลังจากนั้นการวิจัยนี้สะท้อนให้เราเห็นว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุนั้นมีประโยชน์
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเสริมด้วยการป้องกันตัวอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ทั้งตัวผู้สูงอายุเอง และผู้ที่ดูแลใกล้ชิด ทั้งเรื่องการสวมหน้ากาก การล้างมือ การเว้นระยะห่างจากคนอื่น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยได้ดีขึ้น
วิจัยสหรัฐฯชี้ฉีดบูสเตอร์หลังเพิ่งหายป่วยโควิด กระตุ้นภูมิได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ผลกระทบของ COVID-19 ต่อระบบงาน และเศรษฐกิจของประเทศล่าสุด Goda GS และคณะ จาก National Bureau of Economic Research ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและระบบงานจากปัญหา COVID-19
สาระสำคัญพบว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ในรอบสองปีครึ่งที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลงไป เป็นมูลค่ากว่า 62,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปีและพบว่ามีแรงงานที่ขาดหายไปจากระบบถึงอย่างน้อย 500,000 คนค่าใช้จ่ายที่นายจ้างต้องจ่ายในแต่ละปี เพื่อดูแลลูกจ้างที่ติดเชื้อและป่วยต่อเนื่องจากปัญหาโควิด-19 นั้น สูงราวครึ่งหนึ่งของโรคมะเร็งและเบาหวานโดยเฉลี่ยแล้วคนที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 จนต้องลางานหนึ่งสัปดาห์นั้น จะมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้อยู่ในระบบงานในปีถัดไป ราว 7%
ที่สำคัญคือ แม้หายป่วยจากการติดเชื้อช่วงแรกไปแล้ว ในทุกกลุ่มอายุ ก็จะมีแนวโน้มที่จะต้องลางานด้วยสาเหตุทางด้านสุขภาพในระยะหลังจากนั้น ไม่ว่าจะระยะสั้นใน 1-2 เดือนแรก และในระยะยาว 9-14 เดือนหลังจากการติดเชื้อครั้งแรกก็ตาม สะท้อนถึงปัญหาเรื่อง Long COVID ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้ป่วยเองและการทำงาน สอดคล้องกับหลายการศึกษาทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาการป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อย่อมดีที่สุด คนที่ติดเชื้อแล้วก็ควรหมั่นประเมินสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อซ้ำการใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก
“หมอธีระ” ยกผลวิจัยชี้คนเป็นโรคเบาหวาน เสี่ยงเสียชีวิตจากโควิดมากขึ้น
ฉีดเข็มกระตุ้นต่ำกว่าเป้า! สธ.เผย ปชช.กลัว-คิดว่าอาการไม่รุนแรง