เคล็ดลับเพิ่มความงามจาก “เกลือ” ที่คนผิวแพ้ง่ายควรรู้
วิทยาศาสตร์บอก “เกลือ” สามารถใช้บรรเทาอาการอักเสบทางผิวหนัง ลดอาการแพ้ ผื่นคันได้ ที่สำคัญแร่ธาตุต่างๆในนั้นยังทำให้ผิวนุ่มขึ้น และช่วยผลัดเซลล์ผิวได้
ผลการศึกษาในปี 2562 ในวารสาร Frontiers in Medicine ระบุว่า ผู้หญิงมากถึง 70% และผู้ชายกว่า 60% รายงานว่าเป็นคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย หากเราก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีผิวแพ้ง่ายเหมือนกัน เราอาจต้องประสบกับปัญหาในการดูแลผิวที่เหมาะสมอยู่บ่อยครั้ง
การใช้เกลือกับผิวหนัง เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่งที่มีมาตั้งแต่โบราณ และสำหรับคนบางกลุ่ม การใช้เกลือถือเป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของพวกเขา เชื่อว่าหลายคนสนใจที่จะลองใช้เกลือเพิ่มเข้าไปในกิจวัตรการดูแลผิวหน้าและร่างกาย แต่อาจกังวลกับผลกระทบทางผิวหนัง
ประโยชน์ของน้ำเกลือต่อผิวหนัง
จากข้อมูลของเว็บไซต์การแพทย์ WebMD เปิดเผยผลการศึกษาในปี 2562 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cosmetic Science พบว่า การใช้เกลือกับผิวหนัง โดยเฉพาะ “ดีเกลือ” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Epsom Salts” ซึ่งมีแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ช่วยทำให้ผิวนุ่มขื้น และช่วยผลัดเซลล์ผิว ให้หน้าเนียนกระจ่างใส ในขณะเดียวกันก็ช่วยบบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ด้วย
นอกจากนี้การศึกษานี้ยังสามารถเชื่อมโยงไปกับ “การอาบน้ำแร่” ที่เกี่ยวข้องกับเกลือหิมาลัยได้ เพราะพบว่าเกลือนี้ให้คุณประโยชน์ทางผิวหนังที่หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ เช่น เกล็ด รอยแดง หรือมีการระคายเคืองต่าง ๆ การอาบน้ำแร่ช่วยลดอาการแพ้ทางผิวหนังได้
โดยสมาคมโรคผิวหนังอักเสบแห่งชาติ (The National Eczema Association) แนะนำให้ผู้ที่มีอาการอักเสบทางผิวหนังต่าง ๆ อย่างรุนแรงเติมเกลือเข้าไปในน้ำอาบ 1 ถ้วย เพื่อบรรเทาอาการแพ้ ผื่นคันต่าง ๆ นอกจากนี้การว่ายน้ำในน้ำเกลือ ยังช่วยฟื้นฟูผิวขุยแห้งสีขาวจากโรคสะเก็ดเงินให้กลับมาดีขึ้นได้
วิธีการใช้น้ำเกลือที่ถูกต้อง
เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าประสิทธิผลของเกลือจะช่วยดูแลผิวได้ ดังนั้นจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน เพื่อกำหนดวิธีปรับใช้เกลือในกิจวัตรการดูแลผิวของเรา
แต่ตามแนวทางทั่วไปของเว็บไซต์ Medical News Today แนะนำให้ใช้น้ำเกลือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันอาการแพ้ จะเป้นการดีที่สุดที่จะทาน้ำเกลือลงบนผิวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน เพื่อดูว่าผิวของเรามีการตอบสนองอย่างไร แต่หากรู้สึกระคายเคืองขอให้หยุดใช้ทันที
สำหรับการใช้ดีเกลือ แนะนำให้เท 2 ถ้วยลงในน้ำไหลก็เพียงพอต่อการอาบน้ำดีท็อกซ์แล้ว ทั้งนี้การใช้ดีเกลือ เกลือทะเล หรือเกลือโซเดียมคลอไรด์หนึ่งถ้วยก็เพียงพอต่อการบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนังได้
ส่วนผลข้างเคียงของการใช้เกลือกับผิวหนังนั้น สถาบันโรคผิวหนังแห่งอเมริกา (American Academy of Dermatology Association) เปิดเผยว่า เรตินอลหรือผลิตภัณฑ์เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ในน้ำเกลือสามารถทำให้ผิวแพ้ง่ายมากขึ้น จึงไม่แนะนำให้ใช้ผลัดเซลล์ตอนผิวที่ไหม้แดด แตก หรือระคายเคือง
น้ำเกลือรักษาสิวไม่ได้ แต่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าได้
ส่วนน้ำเกลือที่หลายคนเชื่อว่าเมื่อนำมาเช็ดหรือล้างทำความสะอาดผิวบนบริเวณใบหน้าที่เกิดสิว แล้วจะช่วยรักษาสิวได้นั้น คือ “น้ำเกลือที่ใช้ล้างแผล” ซึ่งได้มาจากการละลายเกลือโซเดียมคลอไรด์ในน้ำบริสุทธิ์ที่มีความเข้มข้นที่ 0.9% และมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 5.5 สารละลายเกลือที่เตรียมได้ในทางการแพทย์จะถูกนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ ดังนั้นน้ำเกลือนี้จึงสะอาดเหมาะที่จะนำไปทำความสะอาดแผลเปิดมาก
นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของสารละลายเกลือที่มีความเข้มข้น 0.9% ซึ่งมีสภาวะที่ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกายและผิวหนัง ดังนั้น จึงไม่ระคายเคืองผิวและไม่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาในภายหลัง
ดังนั้นการทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำเหลือดังกล่าว จึงสามารถทำได้ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เหมาะที่จะนำไปใช้ทำความสะอาดใบหน้าที่เกิดการแพ้ที่เกิดจากสารเคมีในเครื่องสำอางค์หรือผลิตภัณท์ที่ใช้สำหรับดูแลผิวพรรณได้
แต่สำหรับการรักษาสิวนั้น เนื่องจากสิวเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดจากความผิดปกติของหนังกำพร้า, ปริมาณไขมัน (sebum) ที่ต่อมไขมัน (sebaceous gland) สร้างขึ้น, การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนหรือ สภาวะความเครียด ซี่งทำให้เชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P. acnes) ที่อาศัยอยู่ภายในรูขุมขนและเป็นสาเหตุสำคัญสำหรับการเกิดสิว สามารถเจริญเติบโตได้ดี
มีผลงานวิจัยหลายเรื่องที่ทดสอบการใช้สารละลายเกลือโซเดียมคลอไรด์ที่มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับน้ำเกลือที่ใช้ล้างแผลกับการรักษาสิว พบว่าไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่พบมากบริเวณใบหน้าได้
ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าการใช้น้ำเกลือรักษาสิวนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตามหลักของความเป็นจริง เพราะคุณสมบัติของน้ำเกลือไม่ได้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการเช็ดหรือทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำเกลือนั้น มีความอ่อนโยนต่อผิวหนัง และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาในภายหลัง
ขอบคุณข้อมูลจาก : HealthDigest และ ฐานความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี