ไขปริศนา “สังหารหมู่” อะไรทำให้อาชญากรตัดสินใจก่อเหตุ
ไขปริศนา “สังหารหมู่” ทำไมอาชญากรตัดสินใจก่อเหตุ เป็นพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่ และควรแก้ปัญหานี้อย่างไร หลังพบการใช้ความรุนแรงแบบเดียวกันถึง 4 คดีแล้ว
เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.2565) ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสนใจ โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุ ที่มา ทางแก้ไข และการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอย
เพราะกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ผู้รักษากฎหมายสังหารหมู่ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากมาถึง 4 คดีแล้ว ทั้งคดีของจ่าสังหารหมู่ที่โคราช ทหารสังหารหมู่โรงพยาบาลสนาม ทหารสังหารหมู่ในค่ายทหาร และล่าสุดตำรวจสังหารหมู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
แต่การค้นหาสาเหตุ ที่มา ทางแก้ไข และการป้องกันสามารถทำได้อย่างไรนั้น ทีมข่าวนิวมีเดียพีพีทีวีได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมา ดังนี้
สาเหตุของพฤติกรรมก่อความรุนแรง
รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักจิตวิทยาการปรับพฤติกรรม อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา เคยอธิบายสาเหตุการเกิดพฤติกรรมรุนแรงว่า สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลปกติหรือบุคคลทั่วไป ทั้งในเชิงคำพูดและการกระทำ เพราะพฤติกรรมรุนแรงเหล่านี้ เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนแบบไหนที่มีโอกาสแสดงพฤติกรรมก้าวราวในแบบที่เป็นอันตรายต่อคนอื่น รศ.ดร.สมโภชน์ อธิบายว่า เท่าที่ศึกษาลักษณะของสังคมตอนนี้ พบว่าคนที่เข้าข่ายแสดงพฤติกรรมก้าวราวมักจะมีลักษณะดังนี้
- มีลักษณะหุนหันพลันแล่น ไม่ควบคุมตัวเอง ไม่มีวินัย ไม่เคารพกฎระเบียบของสังคม
- คนที่มองโลกในแง่ร้าย คิดว่าตัวเองถูกกระทำอยู่เสมอ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตนในสายตาผู้อื่น จึงแสดงพฤติกรรมต่อต้าน
- คนที่ชี้ปัญหาไปทางคนอื่น คอยคิดโทษว่าทำไมคนอื่นจึงทำกับฉันแบบนี้ ทำไมสังคมเป็นแบบนี้
- คนที่ชอบดูอะไรที่โหดร้ายทารุณ
สังการหมู่ไม่ได้มาจากการเลียนแบบทั้งหมด
รศ.ดร.สมโภชน์ อธิบายต่ออีกว่า พฤติกรรมรุนแรงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีเหตุจูงใจและโอกาสที่จะประจวบเหมาะ เช่น การตัดสินใจและพฤติกรรมที่จะลงมือกระทำได้โอกาสพอดีกับช่วงเวลา สถานที่ การเข้าถึงอาวุธ หรือการเข้าถึงสถานที่ก่อเหตุ
ทุกคนมีโอกาสที่จะทำความรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูด ไม่ใช่ว่าคนที่ทำจะต้องเป็นคนที่มีความผิดปกติ คนปกติอย่างพวกเราพอถึงเวลาที่พอเหมาะ มีเหตุการณ์ มีตัวกระตุ้น ก็สามารถเกิดพฤติกรรมความรุนแรงหรือความก้าวร้าวได้
ดังนั้นในการป้องกันและแก้ไข คือต้องสร้างโอกาสในการป้องกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงในสังคมได้
สำหรับสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์สังหารหมู่จะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ผมมองว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกระทำความรุนแรงในเชิงสังหารหมู่จะต้องมีแรงจูงใจ เพียงแต่การนำเสนอเรื่องนี้ จะเป็นการให้คนเรียนรู้วิธีที่จะทำ เช่นเดียวกับว่า ทุกคนรู้ว่าเราจะต้องขโมยของอย่างไร รู้ว่าตัวเองจะฆ่าตัวตายอย่างไร แต่ถามว่าเราจะทำไหม เราไม่ทำเพราะเราไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราทำ
ทำความเข้าใจอาชญากรสังหารหมู่
ส่วนลักษณะของผู้ที่มีแนวโน้มก่อเหตุสังหารหมู่นั้น ดร.นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยกสถิติจากต่างประเทศมาอธิบายว่า ในการศึกษาของต่างประเทศเกี่ยวกับการสังหารหมู่มาเป็นเวลากว่า 20 ปี พบว่า ลักษณะของผู้ที่จะกระทำความผิดมีอยู่ 4-5 ประการ ได้แก่
- มีพฤติกรรมชอบเก็บตัวโดดเดี่ยว ไม่สุงสิงกับผู้อื่น เก็บกด ไม่มีที่ปรึกษา
- มีลักษณะถูกกระทำในวัยเด็ก เช่น คนที่มีปัญหาครอบครัว ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน
- นิยมคลุกคลี หรือเรียนรู้เกี่ยวกับความรุนแรงมาโดยตลอด เช่น มีนิสัยชอบฆ่าสัตว์ นิยมปืน ชอบศึกษาเรื่องปืน
- มีการศึกษาจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นมาในอดีต
- เผชิญภาวะบีบคั้นในโรงเรียนหรือที่ทำงาน
โอกาสและการเข้าถึงอาวุธ ปัจจัยสำคัญก่อเหตุอาชญากรรม
ดร.นัทธี อธิบายต่อว่า ถ้าหากผู้ที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงสังหารหมู่ ยิ่งเข้าถึงอาวุธได้ง่ายก็ย่อมก่อเหตุอาชญากรรมได้ง่ายกว่าคนที่เข้าถึงได้ยาก การเข้าถึงอาวุธ เมื่อรวมกับโอกาสในการกระทำความผิดอย่างในอเมริกาที่อาวุธปืนหาง่าย โดยเฉพาะที่มีอานุภาพร้ายแรง เหตุการณ์สังหารหมู่ก็เกิดขึ้นได้มากกว่า
อย่างในประเทศไทย กรณีที่มีการตายจากอาวุธปืนนับว่ามีมากเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก เพราะเพียงแค่ขับรถปาดหน้ากัน ตบไฟสูงใส่กัน สามีภรรยาขัดแย้งกัน ก็ยิงกันได้ อาวุธปืนมีในครอบครองกันเยอะ คนหนึ่งมีได้ 4-5 กระบอก พ่อแม่มีเก็บไว้ ลูกหยิบไปเล่นที่โรงเรียน หรือแม้แต่ลิงก็เคยมีเหตุลิงหยิบปืนไปเล็งทำท่าจะยิง
ในบางประเทศที่อาวุธปืนหายากอย่างในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน แม้ไม่มีการสังหารหมู่ แต่ก็จะมีการใช้อาวุธอื่น เช่น เอามีดมาไล่แทงคนในรถไฟ หรือในญี่ปุ่นเคยมีการใช้ยาพิษก่อเหตุในสถานีรถไฟใต้ดิน
ดังนั้นเราจะต้องควบคุมโอกาศและเหตุจูงใจ คือเรื่องการควบคุมอาวุธปืน รวมถึงสร้างช่องทางคลายความเครียด ความกดดันให้กับผู้คนในสังคมด้วย
ดูแลจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังเผชิญเหตุความรุนแรง
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ นักจิตวิทยาการปรึกษา หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังให้คำแนะนำกับผู้ที่ประสบเหตุ หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องว่า ต้องตระหนักและยอมรับภาวะอารมณ์ของตนเองที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดเหตุร้าย โดยต้องพยายามสื่อสารออกมาเพื่อให้กลัวหรือความวิตกกังวลลดลง หรืออาจจะลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อเปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีคนที่คอยรับฟังคนที่มีปัญหา คนข้างเคียงสามารถรับรู้คนที่เป็นทุกข์ และแสงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยได้ โดยถอยออกมาจากความอยากรู้ แต่คอยอยู่เคียงข้างรับฟังผู้ที่มีความทุกข์ใจและกลุ้มใจ
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เปิดประวัติอดีตตำรวจคลั่ง กราดยิงหนองบัวลำภู เล่นยา ประพฤติชั่ว เผยวลีเด็ดก่อนไล่ออกราชการ
สื่อต่างประเทศตีข่าวใหญ่ทุกสำนัก กราดยิง "ศูนย์เด็กเล็ก" หนองบัวลำภู