คุมเข้มเข้าไทย!หลัง ‘อีโบลาสายพันธุ์ซูดาน’ระบาดหนักพบเสียชีวิตแล้ว44ราย
กรมควบคุมโรคคุมเข้มเข้าออกประเทศหลังมีการระบาดไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดานทวีปแอฟริกา พบประเทศยูกันดาพบผู้ติดเชื้อ 90 ราย เสียชีวิตแล้ว 44 ราย พร้อมแนะนำสังเกตผู้ติดเชื้อ-วีธีป้องกันโรค
นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รักษาราชการอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศทวีปแอฟริกาที่ เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2565 โดยมีรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศยูกันดาหลายเมือง จำนวน 90 ราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 44 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 49 ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขติดเชื้อ 11 ราย และเสียชีวิต 5 ราย
ซึ่งการระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดาน ซึ่งมีความรุนแรงเป็นอันดับสอง (อัตราป่วยตายเฉลี่ยร้อยละ 53) รองมาจากสายพันธุ์ซาอีร์ (อัตราป่วยตายเฉลี่ยร้อยละ 68) สำหรับการระบาดในครั้งนี้ ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยยังไม่มากแต่เป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดโดยมีการยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมการระบาดในประเทศยูกันดาอย่างเข้มข้น แม้องค์การอนามัยโลก ยังไม่ได้ประกาศ ให้การระบาดครั้งนี้ เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน สธ.ได้ยกระดับมาตรการป้องกันที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยดำเนินการตรวจคัดกรองผู้เดินทางมาจากประเทศยูกันดา ทุกรายจะต้องได้รับการคัดกรองสุขภาพ และลงทะเบียน ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศก่อนเข้าประเทศไทย
ทั้งนี้โลกได้พบการระบาดของอีโบลาครั้งแรกในปี 1976 พร้อมๆ กันสองแห่งคือ ในเมือง Nzara ประเทศซูดาน และในเมือง Yambuku ประเทศคองโก ในกรณีหลังเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำอีโบลา ซึ่งกลายมาเป็นชื่อของโรคนี้ในที่สุด ซึ่งการแพร่กระจ่ายนั้นเป็นการติดต่อจากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งหรือของเหลวอื่นๆ จากสัตว์ที่ติดเชื้อ ซึ่งในแอฟริกามีหลักฐานว่า การติดเชื้อเกิดจากการเกี่ยวข้องสัมผัสกับชิมแปนซี กอริลล่า ค้างคาวผลไม้ ลิง แอนทีโลปป่า (forest antelope) และเม่น ซึ่งป่วยหรือตาย หรืออยู่ในป่าฝน
อีโบลาเป็นเชื้อจากสัตว์สู่คน และเริ่มแพร่กระจายจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสโดยตรง ผ่านผิวหนังที่ถลอกหรือผ่านเยื่อบุ เลือด สารคัดหลั่ง อวัยวะ หรือของเหลวอื่นๆ จากร่างกายของผู้ติดเชื้อ และผ่านการสัมผัสทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนของเหลวเหล่านั้น
สัญญาณติดเชื้อ
เชื้อไวรัสอีโบลาก่อโรคแบบเฉียบพลันและรุนแรงมีไข้การรู้สึกไม่สบายหรือร่างกายอ่อนแออย่างมาก ระยะฟักตัว หลังจากได้รับเชื้อประมาณ2-21วัน ระยะแรกจะมีอาการ
- ไข้ หนาวสั่น
- ปวดศีรษะอย่างมาก
- ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ
- เจ็บคอ อ่อนเพลีย
- ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงซึ่งอาจจะมีเลือดออกทางเดินอาหาร ถ่ายเป็นเลือด
- มีผื่นนูน
- ไอ เจ็บหน้าอก จุกแน่นบริเวณกระเพาะอาหาร น้ำหนักลด
- มีเลือดออกทางจมูก ปาก ทวาร หู ตา บวมอวัยวะเพศ
- ไตและตับล้มเหลว
- ในบางกรณีอาจพบการตกเลือดทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดลดต่ำลง และมีเอนไซม์ตับเพิ่มมากขึ้น
WHO เผยข้อเท็จจริง "ฝีดาษวานร" เมื่อติดเชื้อแล้วใช้ยาอะไรรักษา
ปัจจุบันมีวัคซีนอีโบลาเพียงชนิดเดียว สำหรับป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ ZEBOV เพียงสายพันธุ์เดียว โดยวัคซีนดังกล่าวเพิ่งได้รับการรับรองตามระเบียบที่ถูกต้องเมื่อปี 2562 ซึ่งยังไม่สามารถป้องกันไวรัสอีโบลาได้ครบทุกสายพันธุ์ เช่นเดียวกับสายพันธุ์ซูดานที่กำลังระบาด ซึ่งการรักษาเป็นไปแบบประคับประคองไข้เพื่อไม่ให้มีภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น
วิธีป้องกันโรค
- หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศเสี่ยง หรือสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่มีอาการไข้ หรือป่วย รวมทั้งเลี่ยงการสัมผัสเลือดและของเหลวจากร่างกายผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารป่า โดยเฉพาะ ค้างคาวและลิง
- กินอาหารปรุงสุก
- มาตรการ Social Distancing ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัย
- ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
ข้อมูลจาก: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ,คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,สภาเภสัชกรรม
พบ “สุนัขติดฝีดาษลิง” เคสแรกในโลก WHO หวั่นกลายพันธุ์
"โอมิครอน" ติดเชื้อซ้ำได้สูง หมอย้ำไม่สบายต้องแยกตัวทันทีอย่ารอ 2 ขีด