ไทยชู ‘ฟ้าทะลายโจร’ แก้ปัญหาป่วยโควิดตกค้าง เพิ่มทางเลือกให้คนอาการน้อยรักษาตัว
สปสช.เผยมีผู้ป่วยโควิดตกค้าง 3,500 ราย ชูแผน ‘ฟ้าทะลายโจร’ เร่งแก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ ปชช.รับยาที่ อสส.-ผู้นำชุมชนเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยโควิดอาการน้อย
สถานการณ์โควิดปัจจุบัน แม้อาการของโรคมีแนวโน้มลดลง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หน่วยบริการบางพื้นที่เต็มศักยภาพและไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้โทรเข้ามายังสายด่วน 1330 รวมถึงลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ และไลน์ @nsho จำนวนมาก เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation: HI) ทำให้มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังตกค้างในระบบอยู่ประมาณ 3,500 ราย
สปสช.จึงวางแผนจัดส่งยาฟ้าทะลายโจร เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ที่ยังตกค้างและยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยบริการ
ด้วยเหตุนี้ สมุนไพรไทย “ฟ้าทะลายโจร” จึงกลายเป็นยารักษาทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มตกค้างที่ยังไม่ได้เข้าระบบรักษาตัวที่บ้าน ทีมข่าว PPTV New Media ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับยาฟ้าทะลายโจร มีข้อมูลดังนี้
ทำความรู้จักยาฟ้าทะลายโจร
ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ยาฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์เพื่อใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอ และเจ็บคอ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของกระทรวงสาธารณสุขในรูปแบบยาเดี่ยว
ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่ก็มีข้อจำกัดว่าหากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็น อาจส่งผลทำให้ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น ดังนั้นต้องมีการรับประทานยาตามขนาดที่เหมาะสม
อ่านก่อน!! เปิด 5 ข้อควรรู้ก่อนหยิบยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมารับประทาน
"ฟ้าทะลายโจร" สู้โควิด-19 ใช้มากกว่าปกติ 3 เท่า
ผลวิจัยยันบรรเทาอาการผู้ป่วยโควิดอาการน้อยดี
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555
นอกจากนี้ นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย เปิดเผยผลการศึกษาการใช้ฟ้าทะลายโจรในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดีกว่า 270,000 ราย พบว่า ยาฟ้าทะลายโจรมีผลยับยั้งเชื้อไวรัสโควิดมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส เมื่อนำมาใช้ในกลุ่มดังกล่าว โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น และแทบไม่พบอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์
คำแนะนำการใช้ยา
นพ.ยงยศ เปิดเผยอีกว่า การรับประทานยาฟ้าทะลายโจร สามารถทานได้ทั้งชนิดแคปซูลหรือยาเม็ดที่มีสารฟ้าทะลายโจรชนิดสารสกัด (Extract) หรือแบบผงบด (Crude Drug) แนะนำว่าให้รับประทานทันทีในช่วงที่เริ่มมีอาการ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยให้รับประทานฟ้าทะลายโจรแบบสารสกัด ให้รับประทานครั้งละ 1 หรือ 2 แคปซูล เพื่อให้ได้รับสารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์ประมาณ 20 มิลลิกรัม/ครั้ง วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือกินตามฉลากกำกับยา
ส่วนยาฟ้าทะลายโจรแบบผงบด ให้รับประทานครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง (ครั้งละประมาณ 500 มิลลิกรัม-2 กรัม) ก่อนอาหาร และก่อนนอน
ทั้งนี้ ผู้ป่วยโควิดมีความจำเป็นจะต้องได้รับสารแอนโดรกราโฟไลด์ที่เพียงพอ คือ ขนาด 180 มิลลิกรัมต่อวัน โดยควรรับประทาน ต่อเนื่อง 5 วัน จึงจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดบวมและความรุนแรงอื่นๆได้ และผู้ป่วยโควิดจะต้องอยู่ภายใต้การติดตามดูแลของแพทย์ด้วย เพื่อความเหมาะสมและความปลอดภัยในการใช้ยาฟ้าทะลายโจร
ข้อจำกัดการใช้ยา
สำหรับข้อห้ามในการใช้ฟ้าทะลายโจรนั้น ห้ามใช้กับคนที่มีประวัติแพ้ยา รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กำลังให้นมบุตร เพราะมีข้อมูลทางทฤษฎีชี้ว่าอาจทำให้ทารกผิดปกติได้
ส่วนข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ร่วมกับยาลดความดัน และยาที่มีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin, aspirin และ clopidogrel เพราะอาจเสริมฤทธิ์กัน
ผลข้างเคียงจากยาที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ ปวดท้อง ท้องเดิน ใจสั่น เบื่ออาหาร เวียนศีรษะ (พบได้มาในกลุ่มที่ใช้ยาขนาดสูงหรือนานเกิน) และอาจเกิดลมพิษ (พบได้น้อย) เป็นต้น
นอกจากนี้ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ในเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองที่สนใจจะให้บุตรหลานรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
จุดรับยา
ปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้กระจายยาฟ้าทะลายโจรในการรักษาผู้ป่วยโควิดกว่า 700,000 ราย ให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ อาทิ เรือนจำ โรงพยาบาลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสนาม และชุมชน ผู้ป่วยโควิดสามารถขอรับยาได้ที่โรงพยาบาลและผู้นำชุมชน
ส่วนในกรุงเทพมหานครนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกองทัพภาคที่ 1 ได้จัดส่งฟ้าทะลายโจรกว่า 40,000 ชุดกระจายไปยังชุมชนต่างๆ ใน กทม.กว่า 900 ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโควิดที่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ HI ให้รับยากับผู้นำชุมชนหรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) กรุงเทพมหานครในพื้นที่ 69 ชุมชนได้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2565 โดยสามารถเช็กรายชื่อผู้ประสานงานจุดรับยาฟาวิพิราเวียร์ได้ที่เว็บไซต์ สปสช. https://www.nhso.go.th/downloads/195
ป่วยโควิดอาการน้อยไม่จำเป็นต้องใช้ ‘ฟาวิพิราเวียร์’
นอกจากนี้ หลังรัฐบาลมีแผนรองรับการปรับโรคโควิดจากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปสู่โรคประจำถิ่น (Endemic) เพราะแนวโน้มความรุนแรงของโรคลดลง และประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีน
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับ “แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเขื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)” ขึ้นใหม่ ออกประกาศเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผานมา มีใจความสำคัญระบุถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดใหม่ ว่า หากผู้ติดเชื้อถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาการป่วยสีเขียว หรือกลุ่มไม่มีอาการไปจนถึงมีอาการน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโควิดที่รุนแรง ให้แพทย์รักษาตามอาการ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เช่น ฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยาหลักสำคัญที่ประเทศไทยเราใช้รักษาผู้ป่วย เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง แต่อาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรได้
โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เคยกล่าวถึงความจำเป็นเรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ในกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว ว่า ขณะนี้กรมการแพทย์ปรับแนวทางการรักษาใหม่ จะจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการปานกลางขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของทั่วโลก โดยขอให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาการจ่ายยา และทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่า ยาคือยาต่างจากขนม ยาทานเข้าไปแล้วก็มีผลดี ผลข้างเคียงและผลเสีย จึงต้องทานเท่าที่จำเป็นจริงๆ
สำหรับผลข้างเคียงของยาฟาวิพิราเวียร์ มี 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 1) การเกิดภาวะตาสีฟ้า รวมถึงบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีบริเวณเล็บและน้ำลายเป็นสีฟ้าด้วยเช่นกัน 2) คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย 3) มีผลต่อการทำงานของตับ อาจทำให้ตับอักเสบได้ 4) ในหญิงตั้งครรภ์ อาจเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์ หากรับประทานในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก
ขณะเดียวกัน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมการแพทย์ เคยแสดงความกังวลใจต่อการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ไว้ด้วยเมื่อไม่นานมานี้ด้วยว่า การทานยาต้านไวรัสบ่อยๆ ตามทฤษฎีอาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ และถ้ามีการดื้อยาเกิดขึ้นจริงๆ ให้กินก็เหมือนกินแป้ง ย้ำว่าการปรับแนวทางการรักษาเป็นไปตามอาการผู้ป่วยและสถานการณ์ไม่ได้เป็นเพราะประเทศไทยขาดยาฟาวิพิราเวียร์แต่อย่างใด
“อนุทิน” ชี้ ปลายเดือนมิ.ย.ไทยเริ่มเปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น
เปิดเกณฑ์ใหม่“UCEP COVID Plus” อาการแบบไหนรักษาฟรี หลังประกาศใช้ 16 มี.ค.