สธ. ห่วงเด็กจมน้ำเสียชีวิตช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แนะผู้ปกครองดูแลใกล้ชิด
เด็กจมน้ำเสียชีวิตเป็นปัญหาสำคัญ พบสูงสุดช่วงฤดูร้อนและปิดเทอม แนะผู้ปกครองดูแลบุตรหลานใกล้ชิด ให้ฝึกทักษะว่ายน้ำเอาตัวรอด สอนทำ CPR ช่วยคนที่จมน้ำหรือหัวใจหยุดเต้น ย้ำ หากพบคนจมน้ำ ให้ทำตามหลักการ “ตะโกน โยน ยื่น”
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การจมน้ำเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ โดย 5 ปีที่ผ่านมา (2561 – 2565) ในช่วงฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำสูงสุด ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จำนวน 953 ราย เฉลี่ยวันละ 2 ราย เฉพาะเดือนเมษายน มีการจมน้ำมากที่สุดถึง 65 ราย ส่วนใหญ่เกิดเหตุในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง รองลงมา เขื่อน/อ่างเก็บน้ำ/ฝาย, ทะเล รวมไปถึงภาชนะเก็บน้ำภายในบ้าน และสระว่ายน้ำ
กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเพื่อป้องกันการจมน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก และชุมชน ตระหนักถึงความเสี่ยงและวิธีการป้องกันการจมน้ำ และร่วมกับทีมผู้ก่อการดี สอนทักษะการว่ายน้ำให้เด็กเพื่อเอาชีวิตรอด สอนวิธีการช่วยคนตกน้ำ และสอนการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ซึ่งนอกจากจะช่วยคนที่จมน้ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของคนที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ด้วย ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ปกครองต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา และไม่ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพังเด็ดขาดแม้จะอยู่ในห่วงยางหรือใส่เสื้อชูชีพ รวมถึงควรจัดให้มีพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัย 1 คน ต่อ 1 คอกกั้นเด็ก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากสาเหตุอื่นๆ เช่น รถทับ น้ำร้อนลวก เป็นต้น
การช่วยเหลือคนตกน้ำหรือจมน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยทันทีแต่ควรใช้วิธีที่ปลอดภัย
- ตะโกน ขอความช่วยเหลือคนที่อยู่แถวบริเวณที่เกิดเหตุ
- โยน อุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ (ห่วงชูชีพ, ถังแกลลอน, ถังพลาสติกเปล่า) ให้เกาะลอยน้ำ
- ยื่นอุปกรณ์ เช่น ไม้ เชือก เสื้อ เข็มขัด ให้จับและดึงขึ้นจากน้ำ และเมื่อช่วยคนจมน้ำขึ้นมาแล้ว
ที่สำคัญห้ามอุ้มพาดบ่าหรือกระแทกเอาน้ำออก เนื่องจากเป็นวิธีการช่วยเหลือที่ผิด และจะทำให้ขาดอากาศหายใจนานขึ้น หากพบว่าไม่หายใจ ให้รีบทำ CPR และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 ทันที
คนไทยเสี่ยงจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 10 คน พบสูงในเด็กต่ำกว่า 15 ปี