ตั้งครรภ์ระวังยุงกัด เสี่ยง“ไวรัสซิกา”ทำลูกสมองเล็กพิการแต่กำเนิด
หมอแล็บแพนด้า โพสต์เฟชบุ๊กเตือนคุณแม่ตั้งครรภ์ระวังยุงกัดเพราะอาจได้รับเชื้อไวรัสซิก้าที่ทำให้เด็กในครรภ์เกิดอันตราย พิการหัวเล็ก สมองเล็ก (microcephaly) โรคลมชัก สมองพิการแต่กำเนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้
ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์ Facebook ระบุเตือนเหล่าคุณแม่ว่า ใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ระวังอย่าให้ยุงกัดนะครับ ช่วงนี้นอกจากต้องคอยระวังไข้เลือดออกแล้ว อีกอย่างนึงที่ต้องคอยระวังคือ ‘ไวรัสซิกา’ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคได้ ไม่ใช่แค่ยุงลายที่นำโรคนะ การให้เลือด หรือการแพร่เชื้อจากแม่ไปยังลูกในท้องก็แพร่เชื้อได้เหมือนกันถ้าใครเป็น
อาการจะไม่หนักอะไร ส่วนใหญ่จะมีไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นอยู่ประมาณ 2-7 วัน
ถ้าตั้งครรภ์อยู่แล้วโดนยุงที่มีเชื้อกัด อาจจะทำให้ลูกที่คลอดมาพิการหัวเล็ก สมองเล็ก (microcephaly) โรคลมชัก สมองพิการแต่กำเนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้
เพราะฉะนั้นการป้องกันอย่าให้ยุงกัดคือหัวใจที่สำคัญที่สุดใช้ยาทาป้องกันยุงกัด นอนในมุ้ง ใช้มุ้งลวดติดป้องกันยุงเข้าบ้าน กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกันด้วย
รู้จัก ไวรัสซิก้าทำไมถึงอันตรายต่อเด็กในครรภ์
“ไวรัสซิก้า” เป็นเชื้อไวรัสในตระกูล flavivirus ที่มียุงเป็นพาหะนำโรค โดยเป็นยุงชนิดเดียวกันกับ “ไวรัสไข้เลือดออก” ซึ่งหากถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสซิก้ากัด ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้
ความบกพร่องของทารก..ที่เกิดจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิก้า
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เกิดติดเชื้อไวรัสซิก้า ไวรัสนี้จะมีผลทำให้ “สมอง” ของทารกเกิดความผิดปกติหรือเกิดภาวะบกพร่อง เช่น Microcephaly หรือภาวะศีรษะเล็ก เป็นภาวะที่ศีรษะของทารกมีขนาดเส้นรอบศีรษะเล็กกว่าทารกวัยเดียวกัน พร้อมทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านสมอง ทำให้ทารกอาจเติบโตไปเป็นเด็กที่มีความพิการได้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสซิก้า
- ถูกยุงที่เป็นพาหะของไวรัสซิก้ากัด
- ไวรัสซิก้าสามารถติดต่อทางการมีเพศสัมพันธ์ได้
- เมื่อแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิก้า เชื้อนี้จะส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์
- หากผู้ให้เลือดมีเชื้อไวรัสซิก้า เชื้อจะส่งต่อมายังผู้รับเลือดได้
“หมอแล็บ” เผยไซยาไนด์พิษรุนแรงถึงชีวิตแม้ได้รับเพียงเล็กน้อย
การป้องกันที่นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ การไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงจากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว เช่น ไม่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อไวรัสโดยยุง ใช้ถุงยางอนามัยหรืองดการมีเพศสัมพันธ์หากสามีของคุณเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนี้ โดยส่วนมากในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสซิก้าจะไม่แสดงอาการ แต่หากมีอาการ มักจะเกิดเป็นผื่นแดง มีไข้ ปวดตา(ตาแดง) มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ และอาเจียน ซึ่งจะมีอาการติดต่อกันนานถึง 1 สัปดาห์ และมีความคล้ายคลึงกับอาการของไข้เลือดออก หากมีอาการเหล่านี้หรือรู้ว่าตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อปกป้องลูกน้อยในครรภ์…ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการ ควรเดินทางมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป!
ขอบคุณข้อมูลจาก : หมอแล็บแพนด้า และ โรงพยาบาลเปาโล
ตั้งครรภ์ ทำไมต้องเสี่ยงเบาหวาน? รู้ทัน แม่-ลูกปลอดภัยลดเสี่ยงโรคได้!