หมอชลน่านสั่งตรวจสอบปม “เสี่ยแป้ง นาโหนด” หนีออกจากรพ.
หมอชลน่าน สั่ง สธ. จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ปม“เสี่ยแป้ง นาโหนด ” หนีออกจากโรงพยาบาล กรณีสังคมตั้งข้อสงสัยแพทย์เลื่อนนัด โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มีความผิดสังเกต
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่นายเชาวลิต ทองด้วง อายุ 37 ปี หรือ เสี่ยแป้ง นาโหนด เป็นนักโทษคดีพัวพันยาเสพติด และคดีพยามฆ่า ได้ขอเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยอ้างว่ามีอาการป่วย แต่ได้หลบหนีออกจากโรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช ช่วงกลางดึกคืน วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า กรณีแพทย์เลื่อนนัด โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มีความผิดสังเกต จนเป็นเหตุให้นักโทษหลบหนีหรือไม่
นพ.ชลน่าน ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องดูข้อเท็จจริง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนอย่างไร และมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเช่น ทำไมแพทย์ถึงเลื่อนนัด เพราะอะไร เข้ามาตรงตามนัดหรือเปล่า ซึ่งเราต้องดูข้อเท็จจริงทั้งหมด หลักๆเลยอย่างกรณีนี้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ
- ผู้ต้องขัง หรือเสี่ยแป้งถูกส่งตัวมาก่อน เวลานัดหมาย แพทย์นัดบ่ายมาเช้า ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่ามีการสื่อสารผิดพลาดหรือไม่
- กรณีแพทย์คนนัดมีอาการป่วยขึ้นมา แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ต้องตรวจสอบ ว่าป่วยจริงหรือป่วยเท็จ ก็ต้องตรวจสอบว่ามันเป็นเหตุให้เขาเลื่อนนัดหรือไม่
- สำหรับข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่า มีการสื่อสารคลาดเคลื่อนหรือไม่ เมื่อ เพราะเขาป่วยแล้วมีหมออีกคนหนึ่งมารอรับอยู่หรือไม่ รวมถึงกรณีแพทย์ที่นัดเจ็บป่วยได้สื่อสารว่ามีคนมารอรับ หรือไม่ และอะไรถึงทำให้เกิดการเข้าใจว่า มันเป็นการเลื่อนนัด
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่า มันจะมีกระบวนการที่เกี่ยวโยงเกี่ยวข้อง กับการหลบหนีของตัวนักโทษ “เสี่ยแป้ง นาโหนด” หรือไม่ ซึ่งต้องเอาเรื่องนี้เป็น จุดตั้งก่อน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของก.สาธารณสุข ก็ต้องมีหน้าที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าในส่วนของเราเนี่ยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรืออยู่ในกระบวนการช่วยทำให้นักโทษหลบหนีหรือไม่
ส่วนกรณีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริง ของกระทรวงสาธารณสุข กลับกรณีที่มีนักโทษหลบหนีออกจากโรงพยาบาลจะมีการตั้งกรรมการสอบอย่างไรนั้น หมอชลน่านกล่าวว่า เบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดและเขตที่ให้บริการสาธารณสุขในพื้นที่ ตรวจสอบโดยทางกระทรวงสาธารณสุขก็จะกำกับและตรวจสอบร่วมด้วย กับหน่วยงานยุติธรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องตรวจสอบ ว่ามันเป็นไปตามการตั้งข้อสังเกตจากสังคมหรือไม่