โพลเผย "คนไทย" กังวลกับโควิดพันธุ์ใหม่ กลัวความรุนแรง-ติดเชื้อง่าย
อนามัยโพลเปิดเผยคนไทยกังวลต่อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แนะมาตรการรับมือทุกสายพันธุ์
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้เปิดเผยผลสำรวจอนามัยโพล เรื่อง ความกังวลของประชาชนต่อเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ พบว่า
ประชาชนร้อยละ 75% มีความกังวลต่อเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่
กังวลเพราะ
- เรื่องความรุนแรงของเชื้อ 85 %
- กลัวจะติดเชื้อได้ง่าย 54%
- กลัวติดเชื้อง่ายขึ้น 44 %
- กลัวกระทบต่อการทำงาน/รายได้ 44%
- ไม่รู้ว่าฉีดวัคซีนแล้วป้องกันได้หรือไม่ 38%
- ไม่รู้ว่าต้องดูแลป้องกันตนเองเพิ่มขึ้นอย่างไร 24%
ขณะที่อีก 25% ไม่กังวล เนื่องจาก
- มั่นใจว่าป้องกันได้ 78%
- ฉีดวัคซีนแล้วมากกว่าสองเข็ม 44%
- คิดว่าเชื้อสายพันธุ์ใหม่ไม่รุนแรง 36 %
- มั่นใจมาตรการการป้องกันจากภาครัฐ 17%
- มั่นใจมาตรการป้องกันโรคในสถานประกอบการต่างๆ 14 %
สำหรับมาตรการป้องกันรับมือโควิดทุกสายพันธุ์ มีดังนี้
มาตรการรับมือโควิดทุกสายพันธุ์
- มาตรการวัคซีน
- ฉีดครบตามเกณฑ์และควรได้รับเข็มกระตุ้น
- ลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต
- วัคซีน 3 เข็มป้องกันการเสียชีวิตได้ ร้อยละ 98-99
มาตรการ DMH
- บุคคลที่มีความเสี่ยงหรือโอกาสใกล้ชิดผู้ป่วยควรสวมหน้ากากสองชั้น (หน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัย)
- ต้องสวมให้ถูกต้อง ปิดจมูกปากและกระชับกับใบหน้า
มาตรการสิ่งแวดล้อม
- ใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือสารทำความสะอาดทั่วไป
- พิจารณาเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด
- ให้มีการระบายอากาศเข้าและออกได้ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อได้
นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า เมื่อนำข้อมูลเท่าที่มีในปัจจุบันของแต่ละสายพันธุ์ที่น่ากังวลมาเปรียบเทียบในแต่ละด้าน พบว่า
1) ด้านความรุนแรงของเชื้อ พบว่า สายพันธุ์เดลตามีความรุนแรงมากที่สุด ขณะที่โอมิครอน BA.2 มีความรุนแรงน้อยที่สุด
2) ด้านการแพร่กระจายของเชื้อ จากข้อมูลในปัจจุบัน พบว่า โอมิครอน BA.2 แพร่ง่ายกว่า BA.1 และ เดลตา ตามลำดับ
3) ด้านความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกัน โอมิครอน BA.2 จะมีความสามารถหลบหนีภูมิมากกว่า BA.1 และ เดลตา ตามลำดับ ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับโอกาสติดเชื้อโควิดซ้ำได้
4) ด้านความคงทนของเชื้อโรคบนพื้นผิวสัมผัส ยังไม่มีข้อมูลในสายพันธุ์ย่อย แต่พบว่า โอมิครอนอยู่บนพื้นผิวหนัง และผิวพลาสติกที่นานกว่าเดลตา
สายพันธุ์ลูกผสม XE หรือ XJ ยังคงมีข้อมูลที่จำกัดโดยข้อมูลเท่าที่มี พบว่า สามารถแพร่ติดเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์ย่อย BA.2 มีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันเทียบเท่ากับสายพันธุ์ BA.2 มีอาการเช่นเดียวกับสายพันธุ์โอไมครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม ATK ยังใช้งานได้ตามปกติ แต่เนื่องจากโควิดทุกสายพันธุ์ เป็นไวรัสเช่นเดียวกัน มาตรการป้องกันส่วนบุคคลเช่นที่ผ่านมา หากดำเนินการอย่างเคร่งครัด ยังคงมีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม
“ดังนั้น เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก โดยจะเห็นตัวเลขติดเชื้ออยู่ที่ 50,000 ถึง 100,000 รายต่อวัน ทั้งจากการตรวจ PCR และ ATK ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่จะช่วยกันป้องกันให้ตัวเลขอยู่ในระดับใด และที่สำคัญคือ ต้องดูแลเรื่องการเสียชีวิต ไม่ควรให้เกินวันละ 200 ราย เพื่อลดความสูญเสีย และเรื่องผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ ประชาชนสถานประกอบกิจการ/กิจกรรม ทุกภาคส่วนจึงต้องถือปฏิบัติตามมาตรการ VUCA เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับโควิด สอดคล้องกับแนวทางการปรับลด โควิดจาก “โรคติดต่ออันตราย” ให้เป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” ของประเทศไทยต่อไป” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
โควิด XE จ่อแทนที่ "โอมิครอน" ระวังติดเชื้อซ้ำได้ เตือนหลังสงกรานต์ยอดป่วยอาจทะลุแสน
โอมิครอน BA.4 และ BA.5 โผล่แอฟริกาใต้ แพร่ไวแต่อาจไม่รุนแรงไปกว่าตัวอื่น