สหราชอาณาจักร เตือน “โนโรไวรัส”ระบาดสูง คาดเกิดช่องว่างภูมิคุ้มกัน
ศูนย์จีโนม เผยข้อควรระวัง! หลัง สหราชอาณาจักร เตือน โนโรไวรัสระบาดหนัก สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 75% คาดปัจจัย อาจมาจาก"ช่องว่างภูมิคุ้มกัน (immunity gap)" ทีเกิดระหว่างการระบาดของโควิด-19
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ได้ โพสต์เฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เปิดเผยถึงสถานการณ์ โนโรไวรัส (Norovirus) กำลังระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร ทำให้รัฐบาลอังกฤษ ต้องออกมาเตือนประชาชนให้ "หยุดงานอยู่บ้าน"หากติดเชื้อ เพราะมีผู้ป่วยนับพันราย และจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายงานจากสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่ายอดผู้ติดเชื้อโนโรไวรัส
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาสูงผิดปกติมากในช่วงนี้ของปีและยังไม่ลด สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาถึง 75%
โนโรไวรัสเป็นไวรัสในตระกูล คาลิซิวิริแด (Caliciviridae) มีขนาดเล็กประมาณ 38 นาโนเมตร จัดเป็นไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้ม (non-enveloped virus) ที่มีอาร์อ็นเอ สายเดี่ยว (Single-stranded RNA) เป็นสารพันธุกรรม ปัจจุบันพบโนโรไวรัสมากกว่า 30 สายพันธุ์ แบ่งเป็น 7 genogroups โดยเชื้อก่อโรคในคนมากที่สุดคือ genogroup GI และ GII โนโรไวรัสมีความทนทานสูงต่อสภาพแวดล้อม สามารถมีชีวิตอยู่นอกตัวคนได้นานหลายวัน และยังทนต่อการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์หรือคลอรีนความเข้มข้นต่ำอีกด้วย
โนโรไวรัสมักถูกเรียกว่า 'ไวรัสโรคท้องร่วงอาเจียนฤดูหนาว(Winter Vomiting Bug)' เนื่องจากมีแนวโน้มระบาดหนักในฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ แล้วจะลดลงเมื่ออากาศอุ่นขึ้น แต่ปีนี้การระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลย ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย และอาเจียน โดยมีระยะฟักตัวสั้นเพียง 12-48 ชม. หลังได้รับเชื้อ และมีอาการนานประมาณ 1-3 วัน
กลไกการเกิดโรคเริ่มจากไวรัสเข้าทำลายเซลล์บุผิวของทางเดินอาหาร ผ่านการจับกับ Histo-blood group antigen (HBGA) receptor ที่ผิวเซลล์ จากนั้นจะเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายสู่เซลล์ข้างเคียง ทำให้เกิดการอักเสบและบวมของลำไส้ นำไปสู่อาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งที่กล้ามเนื้อลำไส้ ส่งผลให้ถ่ายบ่อยและมีอาการปวดท้อง นอกจากนี้ยังอาจไปรบกวนการดูดซึมน้ำและสารอาหาร ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตามมาในผู้ป่วยบางราย
สาเหตุที่โนโรไวรัสระบาดหนักในช่วงนี้น่าจะเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความสามารถในการกลายพันธุ์ได้รวดเร็วของเชื้อเอง ช่วยให้หลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดี ประกอบกับอากาศที่ยังหนาวเย็นผิดปกติซึ่งช่วยให้ไวรัสอยู่รอดได้นานขึ้นในสิ่งแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมของผู้คนที่อยู่รวมกันในที่ร่มมากขึ้นในช่วงอากาศหนาว ก็ยิ่งเอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อ
นอกจากนี้ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงในฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อโรคได้น้อยลง ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้มีโรคประจำตัว ก็เสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงมากขึ้น อีกสาเหตุคือในช่วงเทศกาลท้ายปีต้นปีซึ่งมีการเดินทางและรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมให้เชื้อแพร่ได้ดี
การวินิจฉัยโรคอาศัยการซักประวัติและอาการทางคลินิกเป็นหลัก เนื่องจากโนโรไวรัสมีอาการเฉพาะที่ค่อนข้างจำเพาะ คือมีอาการท้องเสียเป็นน้ำแบบเฉียบพลัน อาเจียนรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก มีอาการปวดท้องและอ่อนเพลีย อาการมักรุนแรงสุดในช่วง 1-2 วันแรก ก่อนจะทุเลาลงเองภายใน 1-3 วัน โดยมากมักจะหายเองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน หากจำเป็นสามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วย RT-PCR หรือตรวจแอนติเจนด้วยวิธี ELISA ยืนยันได้ แต่ในทางปฏิบัติมักใช้เฉพาะเพื่อการสอบสวนโรคเป็นหลัก
แม้จะยังไม่มียารักษาต้านไวรัสโดยเฉพาะ แต่การรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน และป้องกันภาวะขาดน้ำ ก็เพียงพอสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ เนื่องจากหายเองได้ใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตามในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง เช่น ทารก คนชรา ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัว ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ส่วนการป้องกันการติดเชื้อ แนะนำให้รักษาสุขอนามัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ทั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ใช้สบู่ล้างมือนานอย่างน้อย 20 วินาที นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่ควรเตรียมหรือสัมผัสอาหารหากมีอาการป่วย ผู้ติดเชื้อควรแยกตัวอยู่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติอย่างน้อย 2 วัน ห้ามเข้าโรงเรียนหรือที่ทำงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
สิ่งสำคัญคือต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณพื้นผิวที่มีคนสัมผัสบ่อยๆ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีนหรือสารฆ่าเชื้ออื่นๆ ซักล้างสิ่งของเครื่องใช้ ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนูที่อาจปนเปื้อนด้วยอุณภูมิน้ำร้อน รวมถึงต้มน้ำให้เดือดก่อนดื่ม ล้างผักผลไม้ให้สะอาดและปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง
ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมของโนโรไวรัส ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายทั้งจากการสัมผัส ละอองฝอยจากการอาเจียน หรือจากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน หากไม่ระมัดระวังการสัมผัสหรือรับประทาน การปฏิบัติตัวตามหลักสุขอนามัยและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้มาก ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันที่ดีที่สุดในเวลานี้ เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโนโรไวรัสที่ได้ผลดีในการใช้งานจริง แม้จะมีความพยายามในการพัฒนาและทดลองวัคซีนหลายชนิดอยู่ก็ตาม
ช่องว่างภูมิคุ้มกัน (immunity gap) ที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19
จำนวนผู้ป่วยโรคโนโรไวรัสที่สูงผิดปกติคาดว่าเกี่ยวข้องกับช่องว่างภูมิคุ้มกัน (immunity gap) ที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้:
- การสัมผัสลดลงระหว่างโควิด-19 ในช่วงการระบาด มาตรการป้องกันต่างๆ เช่น การล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการเพิ่มสุขอนามัย ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อหลายชนิด รวมถึงโนโรไวรัสได้อย่างมาก ส่งผลให้ประชากรสัมผัสกับเชื้อโรคลดลง และภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรคเหล่านี้ลดลงตามไปด้วย
- ช่องว่างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากการสัมผัสที่ลดลง จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ช่องว่างภูมิคุ้มกัน" ขึ้น เมื่อมีคนได้รับเชื้อโนโรไวรัสน้อยลงในช่วงการระบาด ภูมิคุ้มกันของประชากรก็ลดลงไปด้วย เมื่อกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลังการระบาด ผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสัมผัสโนโรไวรัสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หลังการระบาด เมื่อผู้คนกลับมาทำกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามปกติ โอกาสในการแพร่เชื้อโนโรไวรัสก็เพิ่มขึ้น การกลับมาทำกิจกรรมตามปกตินี้ ประกอบกับช่องว่างภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อสูงขึ้น
- การตรวจและรายงานที่เพิ่มขึ้น อาจมีการตรวจและรายงานผู้ป่วยโนโรไวรัสเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการวินิจฉัยที่ดีขึ้นหลังการระบาด ซึ่งมีส่วนทำให้จำนวนผู้ป่วยที่รายงานเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันบ่งชี้ว่า การระบาดของโนโรไวรัสในปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงกับผลพวงจากข้อจำกัดของโควิด-19 และช่องว่างภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามมาได้