เตรียมตัวปาร์ตี้เคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2568 ดื่มเท่าไหร่ถึงพอดี ไม่ทำลายสุขภาพ
ปีใหม่กับงานปาร์ตี้นับเป็นของคู่กัน แต่ดื่มอย่างไรให้พอดีไม่ทำลายสุขภาพ เสี่ยงเสียชีวิตเฉียบพลัน เปิดเทคนิคเตรียมตัวก่อนปาร์ตี้และฟื้นฟูร่างกายแฮงค์หนัก
มีงานปาร์ตี้เมื่อไหร่ เป็นต้องเมาค้างมาถึงเช้าทุกที หลายคนมักจะมีอาการปวดหัว มึนหัวข้ามวัน แต่สำหรับนักปาร์ตี้แล้วมักจะชอบบรรยากาศในวงเหล้าและสังคมมากกว่ารสชาติของแอลกอฮอล์เสียอีก โดยเฉพาะช่วยเทศกาลปีใหม่ที่เหมาะที่จะรวมพล เหล่าเพื่อนพ้องและครอบครัว ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นับเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ปาร์ตี้สนุกขึ้นเพราะแอลกอฮอล์มีฤทธ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และคลายกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับปริมาณเล็กน้อยจึงช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และแน่นอนถ้าดื่มมากไป ก็เสี่ยงสารพัดโรคและภัย การเตรียมตัวจึงสำคัญ
Magnific/freepik
ปาร์ตี้ปีใหม่ 2568
เตรียมพร้อมก่อนปาร์ตี้
- อย่าปล่อยให้ท้องว่าง แอลกอฮอล์ดูดซึมได้มากสุดที่ส่วนต้นของลำไส้เล็ก การดูดซึมจะถูกกระตุ้นให้รวดเร็วขึ้นได้หากท้องว่างหรือมีการดื่มพร้อมกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมหรือโซดา ขณะที่ท้องว่างแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง จึงทำให้เมาและง่วงซึมได้ไว
- ทานน้ำผักผลไม้หรือวิตามินบีรวมเพื่อลดการสูญเสียวิตามิน ฮอร์โมนและเอนไซม์หลายชนิดถูกยับยั้งด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ที่สำคัญคือ ฮอร์โมน Antidiuretic (ADH) ที่ควบคุมไตให้ดูดน้ำกลับ เมื่อฮอร์โมน ADH ถูกยับยั้งทำให้ไตไม่ดูดน้ำกลับ เราจึงปัสสาวะบ่อยขึ้น ทำให้ยิ่งสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมากจนมีอาการอ่อนเพลียได้ การขาดวิตามินที่พบมากหลังจากดื่มแอลกอฮอล์ คือ วิตามินเอ บี1 บี3 บี6 โฟเลท วิตามินอี และแร่ธาตุซีลีเนียม
- ดื่มน้ำตามทุก 1 ชั่วโมงจากเหตุผลในข้อ 2 ที่เราต้องทดแทนน้ำที่เสียไปจากปัสสาวะ และลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ให้มากจนเกินไป
ดื่มมากไป ตัดสินใจผิดพลาด
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจผิดถูก ส่วนที่คอยยับยั้งการกระทำที่เจ้าตัวคิดว่าไม่ถูกไม่ควรทั้งหลายไว้ เมื่อส่วนนี้โดนกดไว้ อาจเห็นหลายคนมีพฤติกรรมที่คึกคะนอง กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือสิ่งที่อาจเก็บกดไว้ออกมา ดังนั้นจึงควรดื่มพอประมาณ
ในด้านสุขภาพ อวัยวะที่รับบทหนักในการกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกายคือตับ เซลล์ตับจะผลิตเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนแอลกอฮอล์ไปเป็นอะเซทัลดีไฮด์ และเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก และอะเซทิลโคเอ ตามลำดับ ซึ่งสามารถเข้าสู่เมทาบอลิซึมต่อให้ได้พลังงานและน้ำ ตราบใดที่เรายังดื่มไม่หยุด ตับจะยังคงทำงานย่อยสลายแอลกอฮอล์ไม่หยุดเช่นกัน จนตับละเลยหน้าที่สลายกรดไขมัน การกำจัดสารพิษอื่นๆ ผลคือ เกิดการคั่งไขมันที่ตับ (fatty liver) รวมทั้งสารพิษต่างที่ร่างกายได้รับมา จนอาจนำไปสู่ตับอักเสบ พังผืดที่ตับ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นตับแข็ง อีกทั้ง แอลกอฮอล์ทำให้กรดไพรูวิกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกมากขึ้น เกิดกรดแลคติกคั่งในเลือด เลือดมีความเป็นกรดสูง ร่างกายพยายามขับกรดแลคติกออก จึงมีการแข่งขันกับการขับกรดยูริก ทำให้กรดยูริกขับออกได้น้อยลง ซึ่งมีผลตามมาให้กรดยูริกคั่งและเสี่ยงโรคเกาต์ตามมาได้
ดื่มเท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอดี
การดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกายอย่างที่ทราบกัน สำหรับคนที่ไม่เคยดื่มไม่แนะนำให้ดื่มเลยจะดีที่สุด แต่สำหรับคนที่ดื่มอยู่แล้วนั้น การดื่มที่ไม่ทำร้ายสุขภาพมากจนเกินไป คือ การดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) ซึ่งในกรณีนี้คือการดื่มแบบพอประมาณ (Moderate Drinking) ได้แก่
ทางการแพทย์ให้ผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เกิน 3 หน่วยต่อวัน ผู้หญิงได้ไม่เกิน 2 หน่วยต่อวัน ในรายที่พบว่าไม่มีโรคตับ
- ใน 1 สัปดาห์ จะต้องมี 2 วันที่งดดื่มแอลกอฮอล์
- ใน 1 สัปดาห์ไม่ควรดื่มเกิน 7 – 21 ดื่มมาตรฐาน (เฉลี่ยต่อวันไม่ควรเกิน 3 ดื่มมาตรฐาน)
ปริมาณในแต่ละดื่มมาตรฐานคือ
- ไวน์ 1 ดื่มมาตรฐาน = 120-140 ซีซี
- เบียร์ 1 ดื่มมาตรฐาน = 330-360 ซีซี (ประมาณ 1 กระป๋อง)
- สุราที่ได้จากการกลั่น (Spirit 40 ดีกรี) 1 ดื่มมาตรฐาน = 30-40 ซีซี (ประมาณ 1 ช็อต)
ข้อเสียของการดื่มแอลกอฮอล์นั้นคือ เมื่อดื่มแล้วจะขาดการควบคุมตนเอง ทำให้ดื่มในปริมาณมากและมากเกินกว่าที่แนะนำ ซึ่งยังไม่มีการศึกษาใด ๆ ที่ระบุว่า เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกายแล้วจะนำออกมาโดยปราศจากผลเสีย เพราะฉะนั้นการดีทอกซ์ไม่มีผลแต่อย่างใด สิ่งที่ดีที่สุดคือการควบคุมแต่แรก และไม่ควรที่จะคิดงดดื่มแล้วมาดื่มครั้งหนึ่งในวันเดียวปริมาณมาก ๆ เพราะการดื่มแบบพอประมาณที่ไม่ทำร้ายสุขภาพมากนักจะต้องดื่มแบบควบคุมปริมาณในแต่ละวัน และสำหรับคนที่ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มอย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์มีแต่ผลเสียต่อสุขภาพไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ส่งผลต่อหัวใจ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
เทคนิคแก้แฮงค์เมาค้าง อาหารและเครื่องดื่ม ขับแอลกอฮอล์ แก้คลื่นไส้
รู้ไว้ดีกว่า วิธีฟื้นฟูหลังปาร์ตี้
หลังปาร์ตี้อันหนักหน่วง หลายคนจะมีอาการเมาค้าง เพราะร่างกายนำ อะเซทัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรงต่อร่างกายไปย่อยเป็นกรดอะซิติกไม่ทัน นำมาสู่อาการอันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นหลังจากสร่างเมาแล้ว เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ เสียการทรงตัว หิวน้ำ ปากแห้ง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว เราจึงขอเสนอวิธีแก้เบื้องต้นดังนี้
- ดื่มน้ำให้มาก หรือหาอาหารรองท้อง จะช่วยลดอาการเมาค้างได้
- หากมีอาการปวดหัว สามารถทานยาแก้ปวด ลดไข้ได้
- หากมีอาการคลื่นไส้ สามารถทานน้ำขิงอุ่นๆ หรือชาเปปเปอร์มินต์ จะช่วยลดอาการนี้ได้
- เติมวิตามินแร่ธาตุให้ร่างกาย จากน้ำผักผลไม้ วิตามินบีรวม หรือวิตามินรวม
- เพิ่มการสร้างกลูตาไธโอนในตับ ด้วย สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากดอกมิลค์ทิสเทิล กรดอะมิโนเอ็นอะซิติลซีสเทอีน
- อะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง เพื่อฟื้นฟูเซลล์ตับและเร่งการกำจัดสารตกค้างที่ทำให้มีอาการเมาค้าง
- หากง่วง สามารถดื่มกาแฟได้ เพราะคาเฟอีนในกาแฟทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น
ซึ่งการปาร์ตี้ที่ดีไม่ควรดื่มหนักจนขาดสติ เอาแค่พอสนุกได้เคาท์ดาวน์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ให้เป็นการเริ่มต้นที่มีต่อความสุข ที่สำคัญเมาไม่ขับ ป้องกันอุบัติเหตุด้วยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ระวัง! ดื่มเร็ว ดื่มมาก "แอลกอฮอล์เป็นพิษ" เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
กางเต็นท์รับลมหนาวสิ้นปี ฮีลจิตใจรับปีใหม่ วิธีป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น