แพทย์เผยปัจจัยเสี่ยง"มะเร็งปอด"แม้ไม่ได้สูบบุหรี่ เปิดแนวทางคัดกรองและรักษา
นายแพทย์ผดุงเกียรติ เผย “มะเร็งปอด” ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เผย ปัจจัยหลักเกิดจากมลพิษ และฝุ่น PM2.5 เปิดเทคโนโลยีการคัดกรองและรักษาเพิ่มโอกาสการรักษาหายขาดได้!
นายแพทย์ผดุงเกียรติ ตั้งพิรุฬห์ธรรม ศัลยแพทย์ทรวงอก โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital ประธานวิชาการชมรมศัลยแพทย์ปอดและช่องทรวงอกแห่งประเทศไทย ภายใต้สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในปัจจุบันพบคนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่ และอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ป่วยเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ปัจจัยหลักมาจากฝุ่นควันมลพิษ PM 2.5 ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่าฝุ่น PM 2.5 มีความเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนตัวหนึ่งชื่อว่า EGFR Mutation
“ตอนนี้มีข้อมูลมากขึ้นสิ่งที่ทำให้คนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่ อายุน้อย เป็นมะเร็งปอดได้ ส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุหลักคือ พวกฝุ่นควัน มลพิษ เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีการประชุมมะเร็งปอดทั้งโลก ยืนยันแล้วว่าฝุ่น PM2.5 มีส่วนทำให้เกินยีนกลายพันธุ์ที่จะทำให้คนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่สามารถเป็นมะเร็งปอดได้และอายุจะค่อยๆน้อยลงด้วย” นายแพทย์ผดุงเกียรติ กล่าว
นายแพทย์ผดุงเกียรติ ยังระบุอีกว่า การรักษามะเร็งปอดโดยรวมในปัจจุบันมีความก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับ 10-20 ปีก่อน อย่างแรกคือ "การผ่าตัด" เพราะสามารถผ่าตัดได้ละเอียดและดีมากขึ้น โดยมีเทคโนโลยีในการตรวจเจอคนไข้มะเร็งปอดระยะที่ 1 เมื่อเจอคนไข้มะเร็งปอดระยะที่ 1 การผ่าตัดสามารถผ่าตัดเก็บปอดได้มากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องตัดทั้งกลีบ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถเลือกคนไข้ที่เหมาะสม และตัดน้อยกว่า 1กลีบได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้น
นายแพทย์ผดุงเกียรติ กล่าวต่อว่า หากพูดถึงในแง่ของเทคโนโลยี การผ่าตัดมีวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยใช้แขนหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดหรือ Robotic Surgery ที่มีความสามารถในการผ่าตัดที่ละเอียดมาก เทคนิคในการผ่าตัดส่องกล้องแบบเป็นการผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแบบเปิด ควบคุมด้วยข้อมือของอุปกรณ์ได้ดี ทำให้การตรวจต่อมน้ำเหลืองทำได้ดี
ซึ่งต่อมน้ำเหลืองเป็นอวัยวะที่สำคัญในการบอกว่าคนไข้เป็นมะเร็งปวดระยะเท่าไร ซึ่งการตรวจต่อมน้ำเหลืองได้ดีทำให้ช่วยให้เอาเซลล์มะเร็งออกและบอกระยะได้ดีมากขึ้นแต่การผ่าตัดคนไข้มะเร็งปอดอาจทำให้เนื้อปอดส่วนอื่นมีปัญหาได้บ้าง แต่การใช้อุปกรณ์ที่มีความละเอียด ทำให้มีการซ่อมแซมเนื้อปอดได้ดีหรือลดโอกาสการเกิดน้ำเหลืองรั่วซึมได้มากขึ้น
นายแพทย์ผดุงเกียรติ เปิดเผยว่า มากไปกว่านั้น ในอดีตคนไข้มะเร็งปอดเวลาที่ต้องรักษาเพิ่มเติมนอกจากการผ่าตัดแล้ว ยังมีการให้ยา รวมถึงการฉายแสงเสริม ซึ่งยาในอดีตมีแค่เคมีบำบัด แต่ในปัจจุบันมีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันมานานเกือบ 10 ปีว่าการให้ยาส่วนอื่นเช่น ยามุ่งเป้า หรือการให้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ทำให้คนไข้ที่เป็นมะเร็งปอดมีโอกาสหายขาดได้สูงขึ้นในระยะที่ 2 ระยะที่ 3 และถึงแม้ว่าเป็นระยะที่ 4 ก็ตามไม่ได้มีแต่การให้เคมีบำบัดอีกต่อไป จึงมีส่วนทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
นายแพทย์ผดุงเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า การผ่าตัดส่องกล้อง ไม่ว่าส่องกล้องธรรมดาหรือการส่องกล้องแบบหุ่นยนต์ แผลมีขนาดเล็กมาก เฉพาะแบบหุ่นยนต์แผลมีขนาด 8 มิลลิเมตร แต่เปิดหลายแผล เพราะต้องใช้แขนหุ่นยนต์เข้าไปช่วยผ่าตัด แต่คนไข้ฟื้นตัวเร็ว โดยทั่วไปใน 1-2 วันแรกคนไข้อาจมีอาการเจ็บบ้างจากสายระบาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้หลังผ่าตัดทรวงอก แต่หลังจากนำสายระบายออก โดยทั่วไปนำออกในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ทำให้คนไข้หายใจได้ดี สามารถลุกเดินได้ สามารถกลับบ้านได้ภายใน 3-4 วัน
นายแพทย์ผดุงเกียรติ ยังอธิบายถึงแนวทางการวางแผนการรักษาหลังตรวจพบมะเร็งปอดด้วยว่า โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลวัฒโนสถ มีมาตรฐานการรักษาระดับสากล ได้รับการรับรองจากสถาบัน Joint Commission International หรือ JCI โดยทั่วไป JCI รองรับในระดับโรงพยาบาล แต่ว่าโรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลวัฒโนสถ ขอรองรับการรักษามะเร็งปอดโดยเฉพาะ หมายความว่าโรงพยาบาลมี JCI ของโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่ขอเพิ่มเติมในการดูแล JCI เฉพาะมะเร็งปอด สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพิ่มเพราะคิดว่าการรักษามะเร็งปอดในอดีตมีความหลากหลายในแง่ของการผ่าตัด การให้ยา การตรวจต่อมน้ำเหลือง แต่โรงพยาบาลอยากทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสหายของคนไข้ได้มากขึ้น
โดยระบบ JCI มีทีมแพทย์สหสาขาร่วมกันทำงานในกระบวนการรักษา มีทั้งทีมแพทย์เฉพาะทาง ทีมกายภาพบำบัด เภสัชวิทยาคลินิก ทีมเยียวยาจิตใจ ช่วยกันดูแลคนไข้ให้ได้รับผลการรักษา ใน 1 สัปดาห์ ทีมแพทย์สหสาขา หรือที่เรียกว่า multidisciplinary Team มีการประชุม 3 ครั้ง เพื่อพูดคุยกับคนไข้ที่เกี่ยวกับมะเร็งปอดทุกคน เพื่อให้ทีมแพทย์ให้ความเห็นร่วมกัน
ปัจจุบันแนวทางการป้องกันคนไข้มะเร็งปอดคือการคัดกรอง ซึ่งการคัดกรองในปัจจุบัน แนะนำในกลุ่มที่คนไข้ที่สูบบุหรี่หนัก หรือหยุดสูบบุหรี่มาไม่เกิน 15 ปี และกลุ่มที่เป็นญาติสายตรงกับคนไข้ที่เป็นมะเร็งปอด กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงเกิดมะเร็งปอดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะฉะนั้นคนไข้ที่อายุเกิน 50 ปี ควรเข้าการคัดกรองด้วยการตรวจ Low-dose CT scan (LDCT Scan) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกด้วยปริมาณรังสีที่ต่ำให้ภาพ 3 มิติ และเนื่องจากมะเร็งปอดที่ซ่อนอยู่ จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หรือ เข้มกว่าจะตรวจเจอได้ ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงจึงควรเข้ารับการตรวจ คัดกรองด้วย Low-dose CT scan จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ตรวจเจอมะเร็งปอดได้เร็ว เพิ่มโอกาสรักษาหายได้มากขึ้น
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่ไม่มีความเสี่ยง และใครควรเข้าคัดกรองบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันคนไข้ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เมียนมา กัมพูชา ล้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีความเสี่ยงได้รับมลพิษ และคิดว่าในอีกไม่นานน่าจะมีงานวิจัยมารองรับว่าคนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่ควรจะมาคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT scan