วันงดสูบบุหรี่โลก ชวนตระหนักภัยร้าย ทำปอดพัง หัวใจวาย ทำลายสุขภาพ
วันงดสูบบุหรี่โลก ชวนตระหนักถึงภัยร้ายที่มาพร้อมบุหรี่ หลายโรคภัยที่ทำร้ายร่างกายเราและคนรอบข้าง
องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยข้อมูลว่า ในควันบุหรี่เต็มไปด้วยนิโคติน (สารเสพติด) สารเคมี 7,000 ชนิด สารพิษมากกว่า 250 ชนิด และสารก่อมะเร็งมากกว่า 70 ชนิด ยิ่งสูบบุหรี่นานเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่บั่นทอนชีวิตให้สั้นลง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง (Second Hand Smoker) ถึงแม้จะไม่ได้สูบเองก็ตาม แต่พิษร้ายจากควันบุหรี่สามารถสร้างความอันตรายไม่ต่างกับสูบด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ ทารก และเด็กควรหลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่หรือสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรี่
สถิติน่าสนใจ
จากการสำรวจพบว่า มีประชาชนที่สูบบุหรี่ถึง 10.8 ล้านคน เป็นชายกว่า 10 ล้านคน เป็นหญิงถึง 6 แสนคน เทียบอัตราส่วนเท่ากับ 20:1 ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 80 ต้องการเลิกสูบบุหรี่
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2018 ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกประมาณ 1,100 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากถึงปีละไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก โดยประมาณ 890,000 คน เสียชีวิตจากการสูดดมควันบุหรี่มือสอง
บุหรี่ตัวการปอดพัง
อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่โดยตรงคือ ปอด เมื่อสูบบุหรี่ไปนาน ๆ ปอดจะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง และร้ายแรงจนเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในที่สุด ซึ่งในประเทศไทยมะเร็งปอดพบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และอันดับ 4 ในผู้หญิง และมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 โดยปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ การสูบบุหรี่ รวมถึงการสูบบุหรี่มือสอง คือ ไม่ได้สูบเองแต่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น
โดยอาการที่สามารถสังเกตได้เมื่อบุหรี่ที่สูบส่งผลต่อปอด ได้แก่ หอบหืด ถุงลมโป่งพองทั้งระยะเริ่มต้นและรุนแรง มีอาการหอบเหนื่อยเฉียบพลัน ทั้งยังทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ปอดแตก ปอดรั่ว ดังนั้นหากหยุดสูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่ได้ย่อมทำให้การทำงานของปอดดีขึ้นและในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่หยุดสูบบุหรี่ได้เกิน 2 สัปดาห์ ความเสี่ยงที่จะเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดมะเร็งปอดเกือบจะเทียบเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่
บุหรี่ตัวการหัวใจวาย
ผู้ที่สูบบุหรี่เส้นเลือดจะเกิดความเสื่อมและตีบตันเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 10 – 15 ปี ที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงสูบบุหรี่ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้หญิงทั่วไปเกือบ 40 เท่า และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 เท่า ซึ่งความเสี่ยงจะเพิ่มตามจำนวนบุหรี่ที่สูบ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันพิษภัยของบุหรี่และดูแลป้องกันหัวใจให้แข็งแรงคือสิ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอ
อนุมูลอิสระ (Free Radical) จากควันบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายโครงสร้างป้องกันตัวเองของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะหลอดเลื้องที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ รวมถึงทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดเรื้อรัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง ปวดขาจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ การโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง เป็นต้น ยิ่งเวลาที่พ่นควันบุหรี่ออกมา ผู้ที่สูดควันบุหรี่จะได้รับสารเหล่านี้เทียบเท่ากับคนที่สูบบุหรี่
วันงดสูบบุหรี่โลก 2565 : ไทยพบขยะจากก้นบุหรี่ 2.5 พันล้านชิ้น/ปี
อาการที่สามารถสังเกตได้เมื่อการสูบบุหรี่ส่งผลต่อหัวใจมี 2 แบบ ได้แก่
- อาการแบบเฉียบพลัน จากการที่เส้นเลือดตีบหรือตัน อาทิ เจ็บหน้าอกทันที ใจสั่น ฯลฯ
- อาการแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการเกิดหินปูนในหลอดเลือด อาทิ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก ไม่มีแรง ฯลฯ มาจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างออกกำลังกาย เดินขึ้นบันได เดิน เป็นต้น
นอกจากนี้ สารพิษในบุหรี่ยังกระตุ้นให้มีภาวะความดันโลหิตสูง โดยผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่หลายเท่า โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงในคนอายุน้อยที่ไม่มีกรรมพันธุ์ ปัจจุบันพบได้มากขึ้นเมื่อความดันโลหิตสูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดตีบตามอวัยวะต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ในผู้ที่สูบบุหรี่ปริมาณมากและสูบตั้งแต่อายุยังน้อยพบว่ามีอุบัติการณ์ปัญหาหลอดเลือดตีบตันเร็วกว่าคนทั่วไป
เลิกบุหรี่ทำได้แค่ตระหนัก
วิธีการเลิกบุหรี่ที่ได้ผลดีที่สุดในระยะยาวคือ การตระหนักรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่และผลเสียต่อร่างกาย นำไปสู่การปรับพฤติกรรมเพื่อเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง
ผลดีต่อผู้ที่เลิกสูบบุหรี่
- ร่างกายค่อย ๆ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กลับมาดังเดิมได้
- มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- มีอายุยืนยาวขึ้น
- โอกาสในการเกิดโรคต่าง ๆ ลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบอยู่
10 ปีให้หลัง
- เซลล์ที่กำลังจะก่อตัวทำให้เกิดมะเร็งจะได้รับการกำจัดออกไป
- ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งอื่น ๆ จะลดลง
15 ปีให้หลังและต่อ ๆ ไป
ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจะลดลงเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
ความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตด้วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ