เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำ ที่ถูกออกหมายเรียก มาตรา 112 จำนวน 12 คน ประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน มี 8 คดี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง มี 6 คดี นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ มี 4 คดี นายอานนท์ นำภา มี 4 คดี น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ มี 3 คดี นายชนินทร์ วงษ์ศรี มี 2 คดี น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ มี 1 คดี นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ มี 1 คดี นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือ ฟอร์ด มี 1 คดี นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ใหญ่ มี 1 คดี นายชูเกียรติ แสงวงศ์ มี 1 คดี และ นายสมบัติ ทองย้อย มี 1 คดี
ขณะที่การชุมนุมวันนี้ ที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ แกนนำที่มีหมายเรียกในคดีนี้เดินทางไปร่วมชุมนุมตามปกติ โดยเฉพาะ นายพริษฐ์ และ นายภาณุพงษ์ เดินทางมาตั้งแต่ถึงเป็นกลุ่มแรก ระบุว่า การถูกออกหมายเรียกจะไม่กระทบต่อการเคลื่อนไหว และเชื่อว่าจะยิ่งทำให้ผู้ชุมนุมออกมาจำนวนมากขึ้น
ประเด็นนี้สอดคล้องกับ นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน แกนนำที่เคยเป็นหนึ่งนักโทษคดี 112 ที่ถูกจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้สัมภาษณ์พิเศษ PPTV ว่า เชื่อมั่นว่า การบังคับใช้ม.112 อีกครั้ง จะทำให้มีผู้ชุมนุมมากขึ้น นอกจากนี้ยังเล่าถึงความยากลำบากในช่วงที่ถูกดำเนินคดี ม.112 หลังแชร์บทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ทั้งที่บทความนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2,000 แชร์ นายจตุภัทร์ บอกว่า ควรปฎิรูปกฎหมายเรื่องนี้ เพราะ ไม่มีใครควรถูกดำเนินคดีจากกฎหมายมาตรานี้
ด้าน นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่แจ้งความดำเนินคดีกับ มาตรา 112 กับ แกนนำกลุ่มราษฎร มองว่า ประชาชนมีสิทธิ์ไปฟ้องร้องดำเนินคดีมาตรา 112 กับ คนที่คิดว่ากระทำผิด เพราะ เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย
นายแพทย์ตุลย์ ยังบอกอีกว่า อยากให้ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร ศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้าน ย้ำว่า พร้อมพูดคุยเรื่องการปฎิรูปสถาบัน หากเป็นการพูดคุยในวงพูดคุยแบบปิด และเป็นวงหารือทางวิชาการ