ความล่าช้าในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานว่า นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีส่วนพัวพันกับจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเช่าที่ดินย่านชิดลม ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดจริงหรือไม่ ถูกนำมาเทียบเคียงกับคดีบอส วรยุทธ ว่าอาจเป็นการประวิงเวลา ประเด็นอาจารย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าสองคดีนี้มีความต่างกัน แต่ยอมรับว่าการแยกทำ 2 สำนวนถือว่าค่อนข้างแปลก
เป็นความเห็นของ รองศาสตราจารย์ มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกฎหมายคดีบอส วรยุทธ ที่อธิยายเพิ่มเติมว่าในแง่ของความผิดคดีของบอส วรยุทธ ถือว่าไม่ซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องการขับรถชนคนเสียชีวิต แต่มีความซับซ้อนในกระบวนการช่วยเหลือ ขณะที่คดีของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีความซับซ้อนมากกว่าตรงที่ยังไม่แน่ชัดว่า นายสกุลธร เป็นผู้เสียหาย หรือเป็นผู้กระทำความผิด และข้อมูลที่เปิดเผยตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก
พร้อมทั้งมองคดีนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนของอัยการ ดังนั้นอัยการจึงยังไม่มีอำนาจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องได้ แต่ยอมรับว่าการที่ตำรวจอ้างว่าแยกเป็นสองสำนวน เพื่อต้องการนำสำนวนแรกที่ถูกตัดสินไปแล้ว มาเป็นหลักฐานพิจารณาประกอบว่า นายสกุลธร เป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก แต่ก็มองว่าอาจเป็นเทคนิคการทำคดีของตำรวจ แต่หากมองอีกมุมคดีนี้สามารถทำเป็นเดียวได้โดยไม่ต้องแยกสำนวน ดังนั้นการจะบอกว่าคดีนี้ตำรวจต้องการประวิงเวลาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากจำเลยทั้ง 2 คนถูกดำเนินคดีไปแล้ว ตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบหรือทำอะไรกับนายสกุลธร บางหรือไม่ จึงไม่แปลกหาสังคมสงสัยในกระบวนการยุติธรรมของคดีนี้ แต่หากวิพากษ์ในมุมการเมืองถือว่าน่าสนใจเหตุใดตำรวจถึงเลือกดำเนินการในช่วงนี้
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์มุนิทร์ ย้ำว่าคดีนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ ดังนั้นต้องรอดูข้อเท็จจริงต่างๆ ต่อจากนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมย้ำว่ากระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ และอัยการจะต้องมีการปฎิรูป โดยเฉพาะตำรวจ ที่ต้องลดอำนาจการแทรกแซงจากภายนอก เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างเที่ยงตรง