ที่รัฐสภา นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทยว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ทุกวันนี้ชาวบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา ตั้งคำถามกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า เป็นโครงการที่มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เพราะไม่ใช่การพัฒนา แต่เต็มไปด้วยการทำลายทรัพยากร ทำลายอาชีพ ทำลายเศรษฐกิจของชาวจะนะ สัตว์ทะเลจะหาย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ รวมทั้งธุรกิจเลี้ยงนกเขาแข่งขันก็จะหายไป
ทั้งนี้การที่รัฐบาลขายฝันกับชาวบ้านว่า จะมีเม็ดเงินลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาท เกิดอุตสาหกรรมเป็นเมืองอัจฉริยะ มีการจ้างงานในพื้นที่ 1 แสนตำแหน่งนั้น ซึ่งความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะดูจากนิคมอุตสาหกรรมใกล้ๆ ในพื้นที่สงขลาตอนนี้เป็นนิคมอุตสาหกรรมร้าง โอกาสที่อุตสาหกรรมจะเกิดมีน้อยมาก แต่รัฐบาลและนายนิพนธ์เร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ใช่หรือไม่ โครงการดังกล่าวในอนาคตจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลใช่หรือไม่ ทำให้ตนสงสัยว่า โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือเพื่อใคร
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังมีมติให้กรมโยธาธิการและผังเมือง แก้ไขผังเมืองพื้นที่ 3 ตำบล ในอ.จะนะ จากเดิมที่เป็นพื้นที่ชนบท เกษตรกรรม และพื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ เปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนักและยังพบว่ามีคนกว้านซื้อที่ดินไว้แล้ว ในเขตที่รู้อยู่แล้วว่าจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก โดยนายหน้าที่ดินกว้านซื้อไปขายให้นายทุน ตอนนี้ซื้อไปแล้วกว่า 1.7 หมื่นไร่
“ขอท้านายนิพนธ์ว่า ถ้าบริสุทธ์ใจจริง ให้เปิดเผยข้อมูลการซื้อขายที่ดินในปี 62-63 เพื่อให้สภาฯ ตรวจสอบ เพราะพบการซื้อที่ดินผิดปกติในช่วงเดือน ม.ค.63 ยังพบด้วยว่า มีหลายกรณีที่ไปออกโฉนดที่ดินทับที่ดินทำกินของชาวบ้านและยังมีการใช้อิทธิพล ข่มขู่กดดันให้ชาวบ้านทำข้อตกลงขายที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งได้มีการฟ้องคดีในศาลไปแล้ว เมื่อต้นเดือน ก.พ. 64 ที่ผ่านมา และยังเกิดกรณีเวทีรับฟังความคิดเห็นอัปยศ ใช้กำลังตำรวจทหารกว่าพันนาย ปิดกั้นประชาชนที่ไม่เห็นด้วยไม่ให้เข้าร่วม มีการส่งทหาร ตำรวจ ไปข่มขู่กดดันประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว นี่คือโครงการที่ นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์ เป็นการทำลายชีวิตชาวจะนะเพื่อผลประโยชน์ตัวเองใช่หรือ”
นายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลการซื้อขายที่ดินจากสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน ในพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะกิจ 3 ตำบล ของ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งก็คือที่ดินที่ท่านจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง ข้อมูลนี้ ได้มาจากเอกสารของ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งขอข้อมูลมาจาก สำนักงานที่ดิน จ.สงขลา สาขาจะนะ และข้อมูลที่ได้มามีเพียงเดือนเดียว คือ มกราคม พ.ศ. 2563 เดือนที่ ครม. มีมติ เปลี่ยนสีผังเมือง ประเด็นสำคัญคือ บรรดาตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องหลายคนล้วนเป็น ‘เครือข่ายเครือญาติใกล้ชิด’ ของนายนิพนธ์ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น นายนิธิกร บุญญามณี ‘ลูกชายคนเล็ก’ของนายนิพนธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทค้าที่ดิน นายสิรภพ เริงฤทธิ์ ‘ทนายความคนสนิท’ ของนายนิพนธ์ เคยเป็นพนักงานจ้าง ตำแหน่งผู้ช่วยนิติกร อบจ. สงขลา ในสมัยที่นายนิพนธ์เป็นนายก คนในพื้นที่รู้จักคนคนนี้ดี เพราะเป็นนายหน้าดำเนินการต่างๆ ในพื้นที่แทนนายนิพนธ์และครอบครัว โดยรู้จักกันในชื่อ ‘ทนายอาร์’, นายวุฒิชัย วัตตธรรม ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ของนางกัลยา บุญญามณี ‘ภรรยา’ นายนิพนธ์, นายชัยโรจน์ จิวระประภัทร์ ‘คู่เขย’ ของนายนิพนธ์
“คนเหล่านี้คือคนที่มีชื่ออยู่ในสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่ผมได้มา อันนี้เป็นเพียงข้อมูลตัวอย่างส่วนเดียวที่เข้าถึงได้ในเดือน ม.ค. 2563 ที่มีมติ ครม. เห็นชอบโครงการและเปลี่ยนสีผังเมือง และข้อมูลนี้ก็เป็นพื้นที่แค่ 3 ตำบล ของ อ. จะนะ จ.สงขลา ซึ่งไม่รู้ว่าส่วนที่ผมยังเข้าไม่ถึงข้อมูล ยังมีอีกเท่าไหร่ ซึ่งถ้านายนิพนธ์บริสุทธิ์ใจจริง ขอให้เอาข้อมูลการซื้อขายที่ดิน ของกรมที่ดินท่านดูแลอยู่ ของทั้งปี 2562 และ 2563 มาเปิดให้ประชาชนเห็น แล้วให้กรรมาธิการที่ดินและสภาแห่งนี้ตรวจสอบ” นายประเสริฐพงษ์ กล่าว
นายประเสริฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รู้อยู่แล้วว่ามีประวัติที่ไม่โปร่งใส มีเรื่องร้องเรียนอยู่ใน ป.ป.ช. นับ 10 คดี แต่ก็ยังแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และยังเป็นคนผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษจะนะ ตนจึงไม่สามารถไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และเชื่อว่าชาวจะนะและคนไทยทั้งประเทศ ก็ไม่ไว้วางใจท่านเช่นเดียวกัน