พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ มีการชุมนุม 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าทะลุฟ้า ที่นัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์สาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจัดกิจกรรมลักษณะคาร์ม็อบ เคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือต่อสถานทูต 3 แห่ง ได้แก่ สถานเอกอัครราขทูตสวิตเซอร์แลนด์ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และยุติการชุมนุมในช่วงบ่าย
ส่วนอีกกลุ่มรวมตัวกันที่แยกดินแดงเวลา 16.30 น. พยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจ โดยการใช้พลุเพลิง ประทัดยักษ์ ระเบิดขวด และยังพบว่า บางส่วนใช้ระเบิดไปป์บอมภ์ ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ เป็นครั้งแรก ตำรวจจึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย คุมตัวผู้กระทำความผิดอย่างน้อย 15 คน จากการตรวจสอบพบว่าผู้กระทำผิดส่วนหนึ่งใช้เครื่องกระสุนปืน และระเบิดปิงปองที่นำมาด้วย ใส่ในหีบห่อหรือกระเป๋าของพนักงานส่งอาหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ย้ำว่า การจับกุมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม เช่น ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเผาป้อมจราจร ใต้ทางด่วนดินแดง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา มีภาพหลักฐานยืนยันขณะกระทำผิด พบเครื่องแต่งกายที่ใช้ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาสารภาพ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุจริง
อีกคดี ตำรวจนครบาล จับกุมผู้ต้องหา 3 คน ที่มีการชักชวนกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจำหน่ายวัตถุระเบิด พร้อมยึดระเบิดปิงปอง 75 ลูก ส่วนกรณีมีการเผยแพร่ภาพผู้ชุมนุม ถืออาวุธปืน ในพื้นที่การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยมีการบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า สิ่งที่ผู้ชุมนุมถือ ไม่ใช่อาวุธปืน แต่เป็นช่องเสาไฟ แต่ตำรวจพร้อมสื่อมวลชน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานที่จริง พบว่า บริเวณดังกล่าว ไม่มีช่องเสาไฟ สอดคล้องกับข้อมูลของ ฝ่ายสืบสวน ที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน จนทราบชัดว่า มีการถืออาวุธปืนในพื้นที่ชุมนุมจริง ซึ่งจะมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ส่วนความเคลื่อนไหวการชุมนุมวันนี้ กลุ่มม็อบทะลุฟ้า เตรียมยื่นหนังสือให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ในเวลา 14.00 น.