พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ใช้เวทีงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 ชี้แจงหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลถูกหลายฝ่ายติงการทำงาน ว่า ตนเองรับทราบถึงปัญทุกอย่างอยู่แล้วทั้งเศรษฐกิจ ปากท้อง และไม่ได้นิ่งนอนใจเลย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยใช้งบประมาณเพียง 25% ของจีดีพี น้อยกว่าประเทศอื่นมาก แต่ยังสามารถทำได้ดีกว่าหลายประเทศขนาดนี้ ขอให้ประชาชนเข้าใจ และร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าในอีก 3 ปี เศรษฐกิจจะดีขึ้น หากโรคระบาดไม่กลับมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อกู้มาเสริมสภาพคล่องนั้น นายกชี้แจงว่า ตัวนายกเองไม่ใช่เจ้าของ ธนาคารจึงแก้ทันทีไม่ได้ เงินมาจากผู้ถือหุ้น เงินมาจากประชาชน อยู่ดี ๆ นายกรัฐมนตรีจะไปสั่งลดโน่นนี่ทันทีไม่ได้ ก็ได้เพียงหารือร่วมกัน ขอให้เข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่นายกไม่ทำ หากสั่งได้ผมจะสั่งทุกอย่างเลย แต่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการอีก
ส่วนกรณีที่ประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP นั้น นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า มีข้อเสียหลายอย่าง แต่ก็มีข้อดีด้วย ประเทศไทยจึงต้องเข้าไปร่วมการเจรจาก่อน แล้วค่อยทำข้อสงวนในเรื่องที่เราเสียเปรียบ เช่น ด้านเกษตร ด้านสาธารณสุข ซึ่งทั้งหมดยังไม่ได้มีการตัดสินใจ ต้องหารือกันอีกครั้ง แต่หากไม่เข้าร่วมกันวันนี้จะเสียโอกาสมหาศาล จึงต้องใช้สติ แล้วดำเนินการไปตามข้อกฎหมาย
"เราต้องการเพื่อไปเจรจา แล้วก็ขอสงวน ขอสงวนในข้อที่มีปัญหา ด้านการเกษตรการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เราสามารถทำข้อสงวนได้ทั้งหมด แล้วก็ยกเว้นไปก่อน เรื่องนี้เราพอรับได้ไม่เสียหาย เกิดประโยชน์กับเรา โอเคพอได้ อันไหนไม่ได้ขอเป็นข้อสงวน แล้วทั้งหมดก็ไม่ได้ตกลงว่าจะรับหรือไม่รับต้องกลับมาหารือกันอีกครั้ง ทำข้อเสนอก็คือเราสามารถเว้นได้กี่ปีล่ะแต่ละเรื่อง เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี ขอเวลาตั้งหลักในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะไม่ต้องไปใช้ร่วมกับเขาหมด แต่ถ้าเราไม่ร่วมเจรจาในวันนี้ วันหน้าเมื่อสมาชิกอื่นๆ เขาเข้ามาอีกเยอะแยะมากๆ เราจะไม่มีโอกาสเสนอข้อสงวนอีกเลย จำคำพูดผมตรงนี้ไว้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ภาคเกษตรไทยต้องไม่เสียเปรียบ โดยกรอบการเจรจาจะยึดผลประโยชน์เกษตรกรเป็นหลัก ถ้าหากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP ในครั้งนี้ โดยพาะเรื่องที่เกษตรกรไม่สามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อได้ และเมล็ดพันธุ์พืชของไทยถูกผูกขาดทางการค้า ซึ่งประเด็นดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวหลายปี ดังนั้นจะเจรจาขอสงวนสิทธิ์ไว้ เพื่อเตรียมความพร้อม เป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี