นายเศรษฐา ทวีสิน ชื่อเล่น นิด เกิดวันที่ 15 ก.พ. 2505 เป็นบุตรคนเดียวของ ร.อ.อำนวย ทวีสิน กับนางชดช้อย จูตระกูล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาแคลร์มอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ "หมออ้อม" พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน มีบุตร 3 คน คือ "น้อบ" ณภัทร ทวีสิน, "แน้บ" วรัตม์ ทวีสิน และ "นุ้บ" ชนัญดา ทวีสิน
ด้านการทำงาน
หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี พ.ศ. 2529 นายเศรษฐา เข้าทำงานที่พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เป็นเวลา 4 ปี ต่อมาได้ย้ายไปทำงานที่ บจก. แสนสำราญ ของอภิชาติ จูตระกูล ลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งหลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น บมจ. แสนสิริ และนายเศรษฐาได้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดังกล่าว
ในการชุมนุม พ.ศ. 2556–2557 นายเศรษฐาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติการณ์ของ กปปส. ต่อมาหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งเรียกให้เขาไปรายงานตัว ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ หลังจากนั้นเมื่อเกิดการระบาดทั่วของโควิด-19 และการประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มเยาวชน เขาได้วิจารณ์การบริหารสถานการณ์ดังกล่าวของรัฐบาล
งานด้านการเมือง
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 นายเศรษฐา ได้ประกาศว่าได้สมัครเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขา เดือนมีนาคมปีต่อมา พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งเขาเป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวของพรรค นั่นคือเป็นที่ปรึกษาให้กับแพทองธาร ชินวัตร หลังจากนั้นเขาได้ลาออกจากแสนสิริโดยไม่รับเงินเดือน พร้อมโอนหุ้นที่เคยถืออยู่ในบริษัทจำนวน 13 แห่ง ให้บุคคลอื่น รวมถึงชนัญดา บุตรคนเล็กของเขาอีกด้วย
หลังรับตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยในเดือนมีนาคม เขาลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่ชุมชนคลองเตย และขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตร ปลายเดือนเดียวกันเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ระบุเป็นความต้องการของ นายทักษิณเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน เขาทวีตข้อความคัดค้านระบบเกณฑ์ทหารโดยการบังคับ ก่อนหน้านั้นเขาได้แสดงหลักฐานการเกณฑ์ทหารของบุตรชายคนโตและคนกลาง เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาอันเกี่ยวกับทั้งสองคนดังกล่าว และไม่กี่วันต่อมาพรรคได้เสนอเขาในบัญชีรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับแพทองธาร ชินวัตร และชัยเกษม นิติสิริ กลางเดือนเดียวกันระหว่างการปราศรัยที่จังหวัดเลย เขากล่าวว่าพรรคเพื่อไทย จะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีส่วนร่วมในการรัฐประหาร
358 วันบนเก้าอี้นายกฯ
22 สิงหาคม 2566 “เศรษฐา” ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังรัฐสภาต้องโหวตเลือกนายกฯกันถึงรอบที่ 3 โดยเขาได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 482 เสียง จากจำนวนสมาชิกที่ลงคะแนนทั้งหมด 728 คน
23 สิงหาคม 2566 เขาอ่านแถลงการณ์ อ่านแถลงการณ์ภายหลังพิธีรับพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า จะขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ นำพาประเทศไปข้างหน้า และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน
หลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงสัปดาห์ “เศรษฐา” ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการในต่างจังหวัดทันทีที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา เช่นเดียวกับตลอดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขานำคณะเดินทางไปตรวจราชการในต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง
ขณะที่นโยบายของ “รัฐบาลเศรษฐา” ที่ถูกจับตามากที่สุดคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยมีการตั้งคณะกรรมการมาขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ ต.ค.2566 จนกระทั่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และจะมีการประกาศผลในวันที่ 22 กันยายน 2567
อย่างไรก็ตาม 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง วินิจฉัยให้ “เศรษฐา” พ้นจากตำแหน่ง จากการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
“เศรษฐา” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันพ้นจากตำแหน่ง น้อมรับคำตัดสิน แต่ส่วนตัวรู้สึกเสียใจตรงที่ถูกบอกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีจริยธรรม ซึ่งยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนแบบนั้น
เขายังกล่าวถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ด้วยว่า เมื่อเปลี่ยนผู้นำแล้ว เขามีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงนโยบายตามที่เห็นสมควร บางท่านอาจจะเห็นด้วย บางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย และต้องยอมรับว่า เขาหมดหน้าที่แล้วตั้งแต่ 15.30 น.