จากกรณีมีภาพ “วัฒนา อัศวเหม” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดูเหมือนจะเดินทางกลับมาประเทศไทย ทำให้เรื่องราวของ “เจ้าพ่อปากน้ำ” และ “คดีคลองด่าน” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
นายวัฒนาเป็นชาวปากน้ำแต่กำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2479 ที่ตำบลปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เดิมชื่อ นายกิมเอี่ยม แซ่เบ๊ จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีสาขาการจัดการธุรกิจ Southeastern USA (London Campus) ประเทศอังกฤษ
ด้านชีวิตส่วนตัว สมรสกับนางจันทร์แรม อัศวเหม (ถึงแก่กรรม) มีบุตร 3 คน ได้แก่ นายพิบูลย์ อัศวเหม, นายพูลผล อัศวเหม อดีต ส.ส.สมุทรปราการ (ถึงแก่กรรม) และนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ (ถึงแก่กรรม)
นายวัฒนาก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองขณะอายุไม่ถึง 40 ปี และลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สมุทรปราการ ซึ่งปรากฏว่าได้รับเลือกถึง 10 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518-2539
นอกจากนี้ ยังเคยนั่เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยในหลายกระทรวง ได้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2519), รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2531, 2533 และ 2540) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2535)
นายวัฒนาถือว่ามีส่วนพัวพันในคดีคลองด่าน หรือการทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินและโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ระบบที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
โครงการดังกล่าวเริ่มแนวคิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย (พ.ศ. 2535-2538) และได้รับการอนุมัติงบประมาณราว 1.3 หมื่นล้านบาทในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา (พ.ศ. 2538-2539)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เพิ่มงบเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และเริ่มเปิดหาผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกคือ กลุ่มบริษัท NVPSKG
อย่างไรก็ดี มีการพบสัญญาณการทุจริตจำนวนมากในโครงการคลองด่าน โดยเฉพาะส่วนของที่ดิน ซึ่งนายวัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ทำการกว้านซื้อที่ดินชาวบ้านในท้องที่ในราคาถูกด้วยวิธีการข่มขู่ รวมถึงออกเอกสารสิทธิพื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ และบางพื้นที่ยังเป็นป่าชายเลนซึ่งเป็นที่สงวนอีกด้วย
นายวัฒนากว้านซ้อที่ดินมาทั้งสิ้น 17 แปลง รวมพื้นที่กว่า 1,900 ไร่ โดยซื้อมาไร่ละประมาณ 4 หมื่นบาท แต่นำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษในราคาไร่ละ 1 ล้านบาท คิดเป็นเงินทั้งหมด 1,900 ล้านบาท
ในปี พ.ศ. 2546 กรมควบคุมมลพิษ มีคำสั่งให้กลุ่ม NVPSKG ยุติการดำเนินโครงการ และระงับการจ่ายเงิน หลังดำเนินก่อสร้างไปแล้วกว่า 95% คิดเป็นมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท
ต่อมากลุ่มบริษัท NVPSKG ได้ทำการเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายเงินที่เหลืออยู่ อนุญาโตตุลาการตัดสินให้กรมควบคุมมลพิษแพ้ แม้ทางกรมพยายามฟ้องต่อยังศาลชั้นต้นและศาลปกครอง แต่ผลสุดท้ายคือยืนตามคำตัดสินอนุญาโตตุลาการ ต้องจ่ายส่วนที่เหลือกว่า 9.6 พันล้านบาท
กล่าวโดยง่ายคือ คดีนี้นอกจากจะมีผู้มีอำนาจทุจริตกินกำไรส่วนต่างโครงการไปแล้ว ยังทำให้รัฐบาลต้องเป็นหนี้เกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งการจ่ายเงินล่าสุดคือในปี พ.ศ. 2558 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คดีนี้สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศไทย จนถูกตั้งชื่อว่า “คดีค่าโง่คลองด่าน”
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งเรื่องไปที่ศาลเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความเสียหายนี้ เช่น นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ อดีตรมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ (พ.ศ. 2538-2541) แต่เสียชีวิตไปแล้ว หรือ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ (พ.ศ. 2537-2538) ได้ถูกกล่าวหาเช่นกัน แต่ศาลได้ยกฟ้อง
นั่นรวมถึงนายวัฒนาด้วย ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในปี พ.ศ. 2550 ฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานใช้อำนาจหน้าที่ขณะเป็น รมช.มหาดไทย บังคับข่มขืนใจ หรือจูงใจให้ราษฎรขายที่ดินให้และบีบบังคับเจ้าหน้าที่ที่ดินออกโฉนดเพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ
ต่อมานายวัฒนาเข้ารับการพิจารณาคดี แต่ก่อนหน้านั้นเลื่อนการไต่สวนออกไปหลายครั้ง โดยอ้างปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ยืนยันว่าวันพิพากษาจะมาฟังผลอย่างแน่นอน จะไม่หลบหนี เนื่องจากไม่ได้ทำอะไรผิด
แต่สุดท้ายในวันฟังคำพิพากษา นายวัฒนากลับเดินทางหนีไปต่างประเทศ ศาลจึงมีคำสั่งจำคุก 10 ปี และเนื่องจากหลบหนีไม่มาปรากฏตัวต่อศาล ศาลจึงสั่งออกหมายจับเพื่อมารับโทษตามคำพิพากษาต่อไป ภายในอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่วันที่หลบหนี ซึ่ง ณ ปัจจุบันคดีหมดอายุความไปแล้ว