Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

"นันทนา" แนะ กกต. รับรอง สว. ชุดใหม่ก่อน ชี้ กติกาเลือก สว. วิปริต

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"รศ.ดร.นันทนา" แนะ กกต. รับรอง สว. ชุดใหม่ก่อน ค่อยเข้าไปแก้กติกา ตามเช็กบิลกลุ่มไม่สุจริต ชี้ กติตาเลือก สว. วิปริต "รศ.ดร.เจษฎ์" ยืนยัน ไม่อยากให้โมฆะ กระบวนการควรสิ้นสุดไม่เกินสิ้นเดือนนี้

หลังจากที่ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส​ ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลื่อนประกาศรับรองผลการเลือก สว.ชุดใหม่ ว่ามีผู้ร้องคัดค้านจำนวนมาก หลังกระบวนการเลือกเสร็จสิ้นลง

แต่การร้องคัดค้านก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการล้มกระดาน หรือทำให้การเลือกเป็นโมฆะ ดังนั้น กกต.ควรจะพิจารณาว่ารับรองผู้ที่ผ่านการเลือก สำหรับคนที่สุจริตก่อน

คอนเทนต์แนะนำ
ผิดหวังปิดกั้นกว่าเดิม! “ไอติม” จี้ กกต.แพร่เอกสารแนะนำตัว สว.ให้ ปชช.เข้าถึง

ภาพรศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมพูดคุยในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมพูดคุยในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk

วันนี้ (8 ก.ค. 67) รศ.ดร.นันทนา และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมพูดคุยกับ PPTV ในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วงคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวด้วย

เลือก สว. กติกาวิปริต แนะรับรอง สว. ชุดใหม่ ก่อนเข้าไปแก้กติกา

รศ.ดร.นันทนา กล่าวว่า กกต. ควรรับรอง สว. ชุดใหม่ก่อน เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งต้องมีผู้ร้องคัดค้านอยู่แล้ว ถ้าเป็นการร้องคัดค้านแล้วไม่ประกาศรับรองผล หรือล้มกระดาน เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น ก็พิจารณาเป็นกรณีไป และรับรองในส่วนที่เชื่อได้ว่าเข้ามาอย่างสุจริตไว้ก่อน แล้วไปสอยส่วนอื่นทีหลัง

ต้องบอกว่ากติกาการเลือก สว. ชุดนี้ ไม่แตกต่างจากการเลือก สว. ในปี 2562 ที่มีการเลือกมาจากกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่มเหมือนในครั้งนี้ แต่ครั้งนั้นมีผู้สมัคร 7,000 คน เลือกกันเองจนเหลือ 200 คน แล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกมา 50 คน เพราะฉะนั้นจะมี 50 สว. ที่มาจากกระบวนการนี้ อยู่ใน 250 ด้วย เพราะฉะนั้นหากมี สว. ท่านใดต้องการถอดบทเรียน น่าจะถอดตั้งแต่รอบที่แล้ว ตนไม่คิดว่าจะมีใครยกขึ้นมาถอดบทเรียน

พอ สว. ชุดนี้พ้นวาระไปเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เกิดจะมาขยันถอดบทเรียนอะไรตอนนี้ ซึ่งประชาชนเกิดความสงสัย และต้องถามว่าใช่หน้าที่หรือไม่ การได้มาซึ่ง สว. ไม่ใช่หน้าที่ของ สว. แล้ว กกต. ทำอะไรอยู่ ถ้าเผื่อว่ามี สว. รักษาการณ์ท่านใดสงสัยเรื่องการได้มาซึ่ง สว. นี้ ควรส่งให้กับองค์กรอิสระที่มีหน้าที่โดยตรง

การตรวจสอบต่าง ๆ ไม่ใช่หน้าที่ของ สว. เพราะ สว. มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ คัดเลือกองค์กรอิสระ ตรวจสอบการบริหารของรัฐบาล การทำแบบนี้ถือเป็นการข้ามหน้าที่

ตนเชื่อว่าประชาชนเข้าใจเองอยู่แล้วว่า คนที่พยายามออกมาเคลื่อนไหวว่าการเลือก สว. ครั้งนี้ไม่สุจริตอย่างแรง ต้องล้มกระดาน ต้องโมฆะ ซึ่งก็จะมีผลให้ สว. รักษาการณ์ชุดนี้ รักษาการณ์แบบยาว ๆ ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเข้าใจในจุดนี้

ตนมองว่ากระบวนการได้มาซึ่ง สว. ชุดนี้ มีกติกาที่วิปริต กติกาได้มาซึ่ง สว. ไมใช่กติกาคัดคนให้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ไม่ได้คัดคนให้มาดูแลกลั่นกรองกฎหมาย แต่คัดคนเหมือนเล่นเกมโชว์ คนที่ออกแบบกติกานี้ เหมือนให้คนที่เข้ามาตรงนี้ ต้องเป็นคนที่กล้าเสี่ยง ท้าทาย กล้าหักหลัง หรือแม้กระทั่งฮั้วกันเข้ามา พอเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น จึงทำให้มีข้อร้องเรียนค่อนข้างเยอะ เท่าที่ทราบประมาณ 600 - 700 กรณี

รศ.ดร.นันทนา มองว่า ไม่สามารถล้มกระดานหรือเลือก สว. ใหม่ได้ ถ้าสมมติว่าครั้งนี้ ชุดที่กำลังเป็นว่าที่อยู่ แล้วไม่ได้รับการรับรองหรือโมฆะไป แล้วชุดใหม่เข้ามาต้องใช้กติกาเดิม อันนี้ตนไม่เห็นด้วยอย่างแรง ต้องแก้กติกาการได้มาซึ่ง สว. ก่อน

หากล้มกระดานเลือก สว. ตอนนี้ อาจได้ สว. อัปลักษณ์กว่าเดิม

รศ.ดร.นันทนา กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ที่ไม่ต้องการให้แก้ แต่สารตั้งต้นของการแก้รัฐธรรมนูญอยุ่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คือ สส. ตั้งเรื่องมา แล้ว สว. เข้าไปโหวตสนับสนุน 1 ใน 3 ตนคิดว่าถึงแม้คนที่เข้ามาเป็นปึกแผ่นจะชนะด้วยกติกานี้ แต่ก็ค้านสายตาประชาชนอย่างแรง

ประชาชนจำนวนมากไม่มีส่วนร่วมในการเลือก แล้วประชาชนได้แต่เชียร์ได้แต่ลุ้น พอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พิกลพิการออกมาแบบนี้ แล้วถ้าไม่แก้แล้วไปใช้ใหม่ ตนคิดว่าคนที่โหวตว่าจะไม่แก้ คงมีใบหน้าที่แข็งแรงพอสมควร เพราะประชาชนอยากได้ สว. ที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย มาจากการเลือกของประชาชนดีไหม

คืออย่าคิดว่าไม่ไว้ใจประชาชนจนกระทั่งมาเลือกกันเอง และใช้วิธีแปลกประหลาดมหัศจรรย์แบบนี้ ซึ่งก็ทำให้กระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย

ภาพรศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ตอนนี้ประชาชนรู้ทันว่า ถ้าไม่มีการรับรอง และมีการให้รักษาการณ์ยาวไป ก็ไม่ต่างอะไรกับของเดิม สว. ชุดใหม่ที่เข้ามา ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากน้อยขนาดไหน แต่การลงมติไม่มีทางเป็น 200 ต่อ 0 แน่นอน เพราะมีคนที่เข้ามาแบบอิสระ เข้ามาแบบบริสุทธิ์ โปร่งใส ไม่ได้โหวตอะไรเป็นทิศเป็นทางเหมือนมีคนมากดปุ่ม มีความหวังมากกว่า

ที่สำคัญคือ อย่าเพิ่งทำอะไรจนกว่าจะแก้กติกาการได้มาซึ่ง สว. ก่อน หากล้มกระดานตอนนี้ เลือกใหม่มา อาจมีหน้าตาอัปลักษณ์กว่านี้ก็ได้ ยืนยันว่า กกต. ต้องทำให้กระบวนการเดินหน้าไปได้ ถ้าไม่รับรองจะทำให้กระบวนการยืดเยื้อ จนสุดท้ายก็ได้ทำงานกันต่อ

"เจษฎ์" ยืนยันไม่อยากให้โมฆะ กกต. รับรอง สว. ควรสิ้นสุดสิ้นเดือนนี้

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าต้องตรวจสอบก่อน ในระบบเลือกกันเองในลักษณะนี้ ไม่ได้ชั่วช้าสามานย์อะไรขนาดนั้น ระบบนี้มีคนไม่ดีอยู่ในกระบวนการเยอะ กรรมการต้องเข้มงวดและเด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อขาดตกบกพร่องของกรรมการ ตนไม่รู้ว่าใครลงทุนพันล้านอะไรขนาดไหน แต่ที่เกิดเรื่องทั้งหมด ต่อให้ใช้ระบบแบบเลือกกันเหมือน สส. แต่เราก็ได้ข่าวว่า สส. มีการซื้อเสียงกันมาอยู่แล้ว

ตนมองว่าถ้าคนไม่ดี มันก็ไม่ดี มันก็หาวิธีการทำให้วิปริตผิดเพี้ยนได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตนคิดว่า ในตอนนี้ยังใช้ระบบนี้อยู่ อย่างไรก็ตามยังต้องเดินไปตามนี้ก่อน ถ้าจะเดินไปแบบรับรองไปก่อน ตนมองว่ากระบวนการจะเหมือนกับ สส. กกต. ก็รับรอง สส. ไปก่อน แล้วพวกที่ระบุว่าจะไปตามสอย ไม่เห็นว่าจะสอยอะไรได้เลย พวกที่บอกว่ามีหลักฐานอย่างนู้นอย่างนี้ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไรได้ ตนคิดว่าเป็นแบบเดียวกัน

ตนไม่คิดว่าจะต้องถึงขนาดทำให้เป็นโมฆะ แต่มีโอกาสเปิดช่องให้คนไปร้องเป็นโมฆะ ถ้า กกต. ไม่ดำเนินการกับคนที่เห็นชัด ๆ หรือพอทราบ หรือมีพยานหลักฐานว่าทำในสิ่งที่ก่อให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม

การรับรองไปก่อน จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโมฆะ ไม่ได้บอกว่าให้คว่ำหรือให้เป็นโมฆะ แต่ถ้าไม่มีวิธีอื่น จะถูกทำให้กลายเป็นโมฆะ กลายเป็นว่าต้องมาติติงกันว่าชุดปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ต่อ ชุดที่อุตส่าห์เลือกกันมาซึ่งก็มีคนดีอยู่บ้าง ก็ต้องกลายเป็นเริ่มใหม่หมด ตนไม่อยากเห็นภาพนั้น ส่วนระยะเวลาต้องแล้วแต่ กกต.

จริง ๆ กกต. ต้องฟันตั้งแต่ชั้นอำเภอเรียบร้อยแล้ว มีอะไรตั้งเยอะตั้งแต่แต่ไม่ทำ ชั้นจังหวัดก็ไม่ทำ มาชั้นประเทศ ก็รู้กันหมดว่าปล่อยมา พอมาถึงจุดนี้จะบอกว่าปล่อยไปก่อนไม่ได้ เพราะมีอะไรที่ไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรมอยู่

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้เกิดการโมฆะ แต่หากรับรองไปแล้วไปเทียบเคียงกับตอนที่เลือก สส. ครั้งก่อน ประเทศนี้มีหน่วยเลือกตั้ง 90,000 กว่าหน่วย มีกี่หน่วยที่หันแล้วคนเข้าไปส่องได้ ปรากฏว่าศาลพิจารณาแค่ไม่กี่หน่วย ก่อนออกมาระบุว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ทำให้สิ้นผลไปทั้ง 90,000 กว่าหน่วย ตนไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น

แบบแผนที่เลือกกันมาเป็นแบบแผนเดียวกันเยอะแยะเป็นร้อย ๆ ใบ โพยหลุดต่าง ๆ เหตุเป็นเรื่องง่าย ๆ คือ กรรมการไม่ได้ดำเนินการให้การเลือกกันเองสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งจำเป็นต้องคว่ำเพราะตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า การเลือกกันเองต้องสุจริตเที่ยงธรรม ตนถึงให้ไปไล่คนที่หนัก ๆ คนที่ใช่แน่ ๆ มาเล่นงาน

แต่ถ้าไม่ทำ จะมีผล 2 ประการ คือ

  1. จะมีคนไปร้องเรียน และหากเหมือนกับตอนที่เลือก สส. ครั้งก่อน ปลายทางคือจะมีผลโมฆะ
  2. ต้องมีคนไปร้องเรียน กกต. อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172 และเชื่อว่า กกต. ต้องโดนอย่างใดอย่างหนึ่ง

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ถ้าลากการรับรองไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นว่าทำให้คนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ สามารถทำนู่นนี่นั่นตามที่ติติงกันได้ ตกลงจะเปลี่ยนผ่านก็ไม่เปลี่ยนผ่าน เดี๋ยวก็มีองค์กรอิสระอื่น ๆ เข้ามา ตกลงจะคากันอยู่แบบนี้ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้จะมีข้อครหาเยอะ เพราะฉะนั้นให้เอาที่ชัด ๆ เลยว่าไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรม กกต. ก็จัดการไป คงจัดการทุกคนไม่ได้ ถ้า กกต. ไม่สามารถหาได้ ท้ายที่สุด กกต. ก็ต้องยกประโยชน์ให้ ณ จุดหนึ่ง กกต. ก็ต้องรับรอง

ตนคิดว่ากระบวนการรับรองทั้งหมดไม่ควรจะเกิดสิ้นเดือนนี้ หรือประมาณ 30 - 40 วัน กกต. ควรทำหน้าที่แล้วเสร็จ คิดว่าที่ประชาชนมองว่า รักษาการณ์ สว. พยายามยื้อ ก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กกต. สว. ชุดนี้ตั้งคณะกรรมาธิการ คณะกรรมกาธิการจะทำงานได้นานแค่ไหน ก็นานเท่าที่ กกต. จะยังไม่รับรอง เพราะ สว. ชุดรักษาการณ์ยังทำหน้าที่อยู่ แต่ถ้ารับรองว่าที่ สว. ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการธิการจะถือว่าสิ้นสุดหน้าที่ไปพร้อมกัน

ตนย้ำว่าที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่า กกต. ทำงานได้เร็วในระดับไหน

ภาพรศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รายการเข้มข่าวเย็น Exclusive Talk
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

"นันทนา" แนะตรวจสอบรายกรณี อย่าเหมารวม

รศ.ดร.นันทนา กล่าวว่า ถ้ามีความเชื่อได้ว่า ผู้ที่เข้ามาบางส่วนเข้ามาโดยสุจริตโปร่งใส เหตุใดจึงต้องให้มีการตรวจสอบถี่ถ้วนกระทั่งครบทั้งหมด เราตรวจสอบเป็นกรณีไปไม่ดีกว่าหรือ เนื่องจากหากเหมารวมทั้งหมด ถึงไม่ร้องโมฆะก็เกือบจะเป็นโมฆะถ้าไม่มีการรับรอง เพราะฉะนั้นตนยืนยันว่าการเลือกตั้งทุกครั้งมีคนร้องค้านทุกครั้ง แต่เราไม่จำป็นต้องโมฆะ แต่การเลือกก่อนแล้วไปสอยทีหลังก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ตลอดเวลา 1 ปี กกต. รับรอง สส. 500 คน สอยไปได้ 2 คน หากมองกระบวนการอีก 3 ปี อาจสอยได้สัก 6 คน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องเพิ่มประสิทธิภาพตัวเองให้ดำเนินการเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาบอกว่า เราไม่สามารถรับรอง สว. ชุดใหม่ได้เพราะทำงานช้า สิ่งนั้นเป็นประสิทธิภาพของ กกต. เอง ต้องไปพัฒนาให้ดำเนินการเร็วขึ้น แต่กระบวนการก็ต้องเดินหน้าไป

รศ.ดร.นันทนา มองว่า กกต. น่าจะตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้ได้ ถ้าจะตรวจสอบกันจริง ๆ คงจะพบ เมื่อตรวจแล้วคนไหนที่มองว่าเข้ามาด้วยวิธีที่ไม่ปกติ อาจจะแขวนไว้ และประกาศรับรองเท่าที่ กกต. เชื่อได้ว่าเข้ามาแบบสุจริต ซึ่งไม่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าจะต้องมีองค์ประชุมเท่าไรจึงเริ่มเปิดประชุม จุดนี้เปิดโอกาสให้มีการแขวนได้ และในอนาคตก็อาจไปสอยได้ เพราะฉะนั้นอาจตรวจสอบภายหลังแล้วรับรองเท่าที่เป็นไปได้ก่อน

ตนกังวลว่า ก่อนที่จะโมฆะ ตนอยากเข้าไปแก้กติกานี้ก่อน เพราะถ้าโมฆะแล้วได้มาแบบนี้ อาจจะหน้าตาอัปลักษณ์กว่าเดิม ถ้าใครที่รู้วิธีการถอดรหัสและสามารถจัดการกระบวนการได้ ก็จะได้กลุ่มที่ใหญ่กว่าเดิม

ย้ำชัด ต้องแก้คุณสมบัติ สว. ชี้ เหมือน "แกงโฮะ" สุดเละ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์

รศ.ดร.นันทนา กล่าวว่า กติกาการได้มาซึ่ง สว. ครั้งนี้ ในขั้นต้นเรื่องคุณสมบัติ ที่มีการล้อกันอย่างหนัก อย่างไม่มีการกำหนดการศึกษาขั้นต่ำ หมายความว่า ประถมศึกษา กศน. เข้ามาได้หมด ตนไม่ได้ด้อยค่าคนที่มีการศึกษาไม่มาก แต่จริง ๆ แล้วเราต้องคำนึงถึงคนที่มาดำรงตำแหน่งนี้ว่าเข้ามาทำหน้าที่อะไร บทบาทของเขาคือกลั่นกรองกฎหมาย ถ้าเข้ามาแล้วไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย ไม่เคยเรียนรู้กระบวนการนิติบัญญัติ จะกลั่นกรองอย่างไร แล้วการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ถ้าเราไม่มีความรู้ในเรื่องรัฐศาสตร์ เราจะเข้าไปตรวจสอบอย่างไร ตนจึงมองว่าการกำหนดการศึกษาขั้นต่ำ ต้องมีกำหนดเอาไว้

และในเรื่องอายุ ไม่ใช่แค่อายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นการไปจำกัดอายุของคนที่ไม่มาก และบอกว่าต้องเอาคนสูงวัย และวุฒิการศึกษาไม่กำหนด ซึ่งตัวคุณสมบัติก็ทำให้สับสนแล้ว และในเรื่องของกลุ่มอาชีพก็มีการกำหนดอย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์มาก เช่น กลุ่มสิ่งแวดล้อม รวมไปด้วยกลุ่มพลังงาน ต้องนึกออกแล้วว่า ทั้ง 2 กลุ่มเป็นน้ำกับน้ำมัน ทะเลาะกันอยู่แล้ว มีการปะทะกันตลอด แล้วนำมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

นอกจากนี้ หลายกลุ่มอาชีพที่ไม่เข้าพวก ไม่ครอบคลุม ก็มีการนำไปใส่ไว้ในหมวดอื่น ๆ ตนมองว่าการแบ่งกลุ่มอาชีพ ไม่สะท้อนกลุ่มอาชีพจริง ๆ ถ้าเราจะใช้กลุ่มอาชีพจริง ๆ ควรแบ่งให้ชัดเจนมากกว่านี้ แล้วเราจะได้กลุ่มอาชีพที่เป็นผู้มีคุณภาพมีคุณสมบัติมีศักยภาพในกลุ่มนั้นจริง ๆ แต่การแบ่งไม่เป็นจริง ทำให้คนสามารถเข้ามาแอบอ้างเป็นกลุ่มนั้น ๆ ได้

และไม่มีการรับรองจากกลุ่มองค์การวิชาชีพนั้น ๆ เช่น กลุ่มสาธารณสุข บางคนไม่มีการรับรองจากแพทยสภา ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แต่สามารถเข้ามากันได้ จะเห็นได้ว่าเมื่อรับรองกันเอง ในแง่ของกลุ่มวิชาชีพก็ค่อนข้างสับสนแล้ว และเรายังนำเขตจังหวัดมาเป็นเกณฑ์อีก บางจังหวัดไม่มี สว. เลย หรือบางจังหวัดก็เยอะเกิน

แนะนำว่า ถ้าจะสะท้อนในกลุ่มอาชีพ ไม่ต้องจำกัดในเรื่องเขตพื้นที่ภูมิลำเนาต่าง ๆ ตกลงเมื่อผสมกันเข้ามาแล้ว ก็เหมือนแกงโฮะที่เละมาก ประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์ และเราก็ไม่ได้ผู้ที่มีความรู้ในกลุ่มวิชาชีพนั้นจริง ๆ

เปิดใจคู่รัก LGBTQ+ จักรภพ เพ็ญแข - ป๊อป สุไพรพล หลังซ่อนสัมพันธ์ 23 ปี

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ