เปิด 4 ความเห็น บันทึกถ้อยคำ "ศ.สุรพล" พยานคนสำคัญคดียุบพรรคก้าวไกล

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิด 4 ความเห็น "ศ.สุรพล นิติไกรพจน์" ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงคดียุบพรรคก้าวไกล ชี้ชัด ไม่ควรยุบ เพราะการกระทำไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นเอกสารบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแก่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคก้าวไกลนำมาเปิดเผยให้กับสาธารณชน ก่อนที่จะมีการประชุมพิจารณาคดียุบพรรคอีกครั้งในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

โดยเอกสารดังกล่าวมีจำนวน 19 หน้า แบ่งเป็นความเห็นต่อคำร้องของกกต. 3 ประเด็น และอีก 1 ประเด็นเป็นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คอนเทนต์แนะนำ
“พิธา” ชี้ กกต. ส่ง “ก้าวไกล” ขึ้นทางด่วนไปศาล ยันจะใช้ระเบียบ 2 มาตรฐานไม่ได้

ภาพศ.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายการเข้มข่าวค่ำ เสาร์-อาทิตย์
ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชน นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดย 3 ความเห็นต่อคำร้องของ กกต. ประเด็นแรก เรื่องคำร้องยุบพรรคก้าวไกลของ กกต. ศ.สุรพล ระบุว่า มติเสนอคำร้องยุบพรรคก้าวไกลของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ทำตามกระบวนการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ส่วนประเด็นการกระทำของพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือ อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศ.สุรพล ให้ความเห็นว่า มีหลายการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำของพรรค เช่น การเข้าชื่อแก้กฎหมายม.112 สส. เพียงใช้อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้รัฐสภา พิจารณาแก้ไขกฎหมายเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางตามของรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่การเสนอนโยบายหาเสียงแก้ม.112 ก็เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างประนีประนอม ยิ่งไปกว่านั้น กกต. เคยยกคำร้องกรณีเสนอนโยบายหาเสียงแก้ม.112 ไปแล้ว และไม่เคยมีคำสั่งให้พรรคก้าวไกล แก้ไข เปลี่ยนแปลง สั่งห้าม การเสนอนโยบายหาเสียงแก้ม.112

กรณีสส.พรรคก้าวไกล แสดงออกผ่านการรณรงค์ และปรากฎตัวในที่ชุมนุม ก็ไม่ใช่การกระทำของพรรคก้าวไกล แต่เป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคล ไม่ขัดแย้งต่อกฎหมาย และกรณีที่เป็นนายประกันให้ผู้ต้องหาม.112 ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วย หรือ สนับสนุนการกระทำของผู้ต้องหา หรือการเป็นผู้ต้องหาในคดี ม.112 ก็เป็นสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่สังกัดต้องรับผิดชอบ

ภาพศาลรัฐธรรมนูญ ช่างภาพพีพีทีวี
ศาลรัฐธรรมนูญ

และประเด็นศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณายุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ ศ.สุรพล ให้ความเห็นว่า การใช้มาตรการยุบพรรคต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตย อาจส่งผลร้ายในอนาคต ทำลายดุลยภาพทางการเมืองระหว่างฝ่ายค้าน และรัฐบาล อาจนำไปสู่ระบบเผด็จการรัฐสภา

เพราะฉะนั้น การยุบพรรคการเมือง ต้องถูกใช้ในกรณีที่มีการแสดงออกชัดเจนว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง และมีเหตุผลอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีทางอื่นนอกจากการยุบพรรค แต่การกระทำของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้อำนาจ หน้าที่ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เป็นวิสัยปกติ อยู่ในวีถีรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค

นอกจากนี้ ศ.สุรพล ยังเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า การพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อน ด้วยการยุบพรรคการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ถูกใช้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยทำให้เกิดทางออกที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง แต่กลับสร้างความโกรธแค้นชิงชังทางการเมือง ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายอยู่แล้ว ทวีความรุนแรงขึ้น

จึงกราบเรียนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพ ได้กรุณาใช้มโนธรรม ความรัก ความห่วงใยประเทศชาติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้

ทั้งนี้การประชุมพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดไต่สวนตามที่พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำขอไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ รศ.พิชาย ระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำให้การของพยานที่ยื่นไปนั้นเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องเปิดการไต่สวน นัดวันอ่านคำวินิจฉัยได้เลย

แต่หากต้องการซักถาม และซักค้าน ก็คงจะเปิดการไต่สวน แต่ส่วนตัวมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ชอบการไต่สวน แต่อาจจะนำคำให้การ หลักฐานมาพิจารณาโดยที่ไม่ต้องเปิดการไต่สวน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ