ยังคงเป็นประเด็นร้อนสำหรับสถานการณ์ภายในพรรคพลังประชารัฐ และความสัมพันธ์ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค สืบเนื่องจากการเสนอชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ
ล่าสุด นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" ทางช่อง PPTV HD 36 สืบเนื่องจากประเด็นการแถลงข่าวและการที่ไม่ได้ไปปรากฏตัวในวาระสำคัญของ พ.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยนายสามารถ บอกว่า สำหรับแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ในประกาศจะไม่มีการลงชื่อทั้งนั้น คราวนี้ประเด็นออกโดยโลโก้ของพรรค ต้องถามว่าแหล่งข่าวนั้นมาจากที่ใด หากมาจากบุคคลที่เชื่อถือได้ ก็เป็นไปตามนั้น ถ้าไม่ใช่ก็อาจเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ต้องไปตรวจสอบว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นผู้แถลงการณ์ดังกล่าวนี้ ซึ่งตนไม่ทราบแต่เชื่อว่าหากไม่มีใครตอบโต้น่าจะเป็นของจริง
เมื่อถามต่อว่า พรรคพลังประชารัฐมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า เห็นว่าพรรคแถลงการณ์ไปแล้ว ส่วนตนไม่ทราบว่าประกาศดังกล่าวนั้นคือแถลงการณ์ของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ปกติแล้วจะมีทีมประชาสัมพันธ์และทีมโฆษกที่จะต้องดำเนินการในนามของพรรคอยู่แล้ว
โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 1.22 แสนล้าน รองรับ "ดิจิทัลวอลเล็ต"
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้จะมีความเคลื่อนไหวใดจากฝั่งของ พ.อ.ประวิตร หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ตอนนี้ตนไป จ.เชียงราย และไม่ทราบว่าวันนี้มีภารกิจใด แต่เมื่อวานก็มีความครึกครื้นที่บ้านป่า คือ สส. ไปกินข้าวหลายคน และห้องกินข้าวมีโต๊ะกลมสามโต๊ะ คนเต็มทุกโต๊ะ เมื่อถามอีกว่ามีการไปพูดคุยในเรื่องใดบ้าง นายสามารถ กล่าวว่า ตนไปถึงก็อยู่บนโต๊ะกินข้าวแล้ว เวลากินข้าวจะไม่พูดถึงเรื่องการเมือง
เมื่อถามต่อว่า หากประเมินจากสิ่งที่อยู่รอบตัว มีโอกาสหรือไม่ที่ฝั่ง พ.อ.ประวิตร กับฝั่ง ร.อ.ธรรมนัส กลับมาคุยกันแล้วพรรคพลังประชารัฐจะเป็นเอกภาพ นายสามารถ กล่าวว่า ในแถลงการณ์เขียนไว้ว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นเอกภาพอยู่แล้ว และพรรคพลังประชารัฐมี สส. 40 สส.ที่โหวตให้รัฐบาลคุณอุ๊งอิ๊งค์ ซึ่งในเอกสารนั้นชัดเจน เมื่อถามย้ำว่าแล้วสัญญาณที่อยู่รอบตัวนั้นสอดคล้องกับแถลงการณ์หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ตนมองว่าโดยหลักการ พรรคต้องใหญ่กว่าคน ประชาชนต้องใหญ่กว่าพรรค ฉะนั้นวันนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งของประชาชนตั้งแต่ปี 61 จนถึงปัจจุบันทุกคนก็หาเสียงให้ประชาชนเลือก พ.อ.ประวิตร และให้ประชาชนเลือกพรรคตามนโยบาย
“เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนี้ ผมคิดว่าพรรคต้องใหญ่กว่า ก็ต้องคุยกันในพรรคว่ากระบวนการเป็นอย่างไร เหนือสิ่งอื่นใดการเสนอชื่อบุคคลใดเป็นรัฐมนตรี ตรงนี้พูดในนามของผม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าประเพณีปฏิบัติทางการเมือง หัวหน้าพรรคต้องเป็นผู้เสนอชื่อและเซ็นชื่อส่งไปให้คนที่จัดตั้งรัฐบาล”
นายสามารถ กล่าวเสริมว่า ในแถลงการณ์เขียนไว้แล้วว่าพรรคเสนอ 4 ชื่อเดิม ต้องดูว่ากระบวนการของ รัฐบาลที่เป็นผู้รวบรวมต้องตรวจคุณสมบัติว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งจะต้องมาพูดคุยกันในพรรคอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าที่เป็นทางการตามธรรมเนียมนั้น ควรจะมาจากหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ใช่ โดยหลักการเป็นเช่นนั้น เมื่อถามถึงกรณีหัวหน้าพรรคไม่ปรากฏตัวในวาระสำคัญ พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำนั้นมีประเด็นดังกล่าวนี้อยู่หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า เอาเป็นว่าตอนโหวต น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ.อ.ประวิตร ท่านติดภารกิจที่ต้องไปเลี้ยงรับรองและแสดงความยินดีกับชัยชนะที่ตัวแทนนักกีฬาของประเทศไทยที่ไปแข่งขันและทำภารกิจเพื่อชาติบ้านเมือง รวมถึงผู้ฝึกสอนและทีมงาน ซึ่งภารกิจนี้มีมาก่อนที่จะโหวตนายกฯ ถูกระบุไว้ก่อนที่จะมีการเลือกนายกฯ ไม่ใช่ภารกิจแทรก แต่การเลือกนายกฯถูกแทรกขึ้นมา ซึ่งปกติแล้วสภาจะไม่ประชุมวันศุกร์
เมื่อถามอีกว่า เนื่องจากมีคนมองว่าไม่ใช่เพียงแค่การโหวตเลือกนายกฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งตั้งแต่การโหวตเลือกนายเศรษฐาแล้วและอย่างวันโปรดเกล้าฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จริงๆ หัวหน้าพรรคร่วมควรไปร่วมแต่เห็นว่าไม่ได้ไป จึงมองว่าเป็นเรื่องของการติดภารกิจจริงหรือ นายสามารถ กล่าวว่า เมื่อวันโปรดเกล้าฯ เลขาฯพรรคไม่ได้ไป นายชาดาก็ไม่ได้ไป สุดท้าย พ.อ.ประวิตร ส่งดอกไม้แสดงความยินดีแล้ว เมื่อสื่อนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองโจมตีเช่นนี้ ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรม
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้สถานะของพรรคพลังประชารัฐในการส่งชื่อไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น สรุปแล้วส่งไปแล้วหรือไม่และมีการส่งแล้วกี่โผ นายสามารถ กล่าวว่า ตนคงต้องยึดจากแถลงการณ์ก่อน ตนเชื่อว่าแถลงการณ์นี้เป็นแถลงการณ์จริงก่อน เพราะยังไม่มีบุคคลใดออกมาบอกว่าเป็นของปลอม แล้วคิดว่าสื่อมวลชนก็เชื่อว่าเป็นของจริงถึงได้มีการเผยแพร่ ฉะนั้นในเมื่อบอกว่าเป็นของจริง เราก็พิจารณาจากข้อความในเนื้อหาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งบอกว่ามีการส่งชื่อไปแล้ว 4 ชื่อซึ่งเป็นรัฐมนตรีชุดเดิมในรัฐบาลชุดที่แล้ว ต้องอิงตรงนี้ ส่วนบุคคลอื่นบอกจะส่งสองส่งสาม เราไม่ทราบ แต่ตนบอกว่าพรรคต้องใหญ่กว่าคน ประชาชนต้องใหญ่กว่าพรรคตามหลักการ
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้ได้คิดเผื่อไว้หรือไม่ว่าถ้าเป็นไปตามข่าวลือนั่นคือ พรรคเพื่อไทยเลือกเพียงฝั่ง ร.อ.ธรรมนัส กับ พรรคประชาธิปัตย์ นายสามารถ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิด ตนเกิดมาไม่เคยเห็นการผายครึ่งพรรคไปร่วมรัฐบาลและผายอีกครึ่งพรรคไม่ร่วมรัฐบาล ฉะนั้นตนมองว่าในเมื่อไม่เคยเห็นปรากฏเช่นนี้ จะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทยหรือ และตนถามว่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคเก่าแก่ และเป็นพรรคที่เกิดขึ้นมาและยังดำรงอยู่ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งประเทศจะรู้สึกอย่างไร ตนยังนับถือใจท่านหัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และท่านเลขาฯพรรคนายเดชอิศม์ ขาวทอง ว่าไม่น่าทำเช่นนั้น ตนไม่เชื่อว่าข่าวที่ปล่อยออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ครึ่งพรรคมาจับและจัดตั้งรัฐบาลด้วย ตนไม่เชื่อ เพราะตนคิดว่าระเบียบทางการเมือง สถาบันทางการเมืองของประเทศไทยนั้นมั่งคงแข็งแรง
เมื่อถามต่อว่าประเด็นเรื่องการต่อสายกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีข้อเท็จจริงอย่างไร นายสามารถ กล่าวว่า ต้องบอกก่อนว่าใครเป็นคนพูดว่า พ.อ.ประวิตร ต่อสายหานายทักษิณ ต้องเอาคนนี้มาพูดก่อนว่าได้ยินมาจากใคร และได้ยินจากปาก พ.อ.ประวิตร หรือไม่ ซึ่งตนมั้นใจว่าไม่ได้มาจากปาก พ.อ.ประวิตร อยู่แล้ว และใครที่เป็นคนบอกว่า พ.อ.ประวิตร ต่อสายหานายทักษิณแล้ว ตนคิดว่าเป็นธรรมกับ พ.อ.ประวิตร หรือไม่ หรือจริงๆแล้ว ข้อเท็จจริงไปถามนายทักษิณก็ได้ว่าได้ไปพูดคุยกับ พ.อ.ประวิตร หรือไม่ ซึ่งคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ยากที่จะตรวจสอบกลับไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายสามารถ กล่าวเสริมว่า ต้องให้ความเป็นธรรมก่อน คิดว่าเรื่องนี้ พ.อ.ประวิตร ท่านเป็นหัวหน้าพรรค ท่านวางตัวได้ดีมากและท่านไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนรัก อย่าพยายามดึงท่านลงมาแล้วให้ทะเลาะกับคนนู้นคนนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับ พ.อ.ประวิตร