ช่วงนี้ยังคงหนีไม่พ้นต้องพูดคุยกันเรื่องการเมือง โดยเฉพาะเมื่อโผ ครม. อิ๊งค์ 1 ของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากการที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อลูกสาว น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มานั่งตำแหน่งแทน
เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า นายชาดากำลังจะใช้กลยุทธ์รัฐมนตรีพ่อลูกหรือเปล่า แบบเดียวกับนายกฯ แพทองธารที่ถูกมองว่ามี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำกับดูแลอีกที
และหากเลือกใช้กลยุทธ์นี้จริง จะทำให้ ครม. อิ๊งค์ 1 รอดจากการถูกฟ้องเรื่องจริยธรรม และไม่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้จริงหรือ หรือสุดท้ายทั้งหมดนี้กำลังเข้าแผนป่าล้อมเมืองของ “คนในบ้านป่า”
ศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก 8 ปี “ครูไพบูลย์”ไม่รอการลงโทษ พรากผู้เยาว์ “เอ๋ มิรา”
กลยุทธ์ทายาทการเมือง อาจเป็นลาภปาก “บิ๊กป้อม”
คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ เปิดเผยในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 67 ว่า การมีทายาทการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่แปลก เพราะอย่างนายกฯ แพทองธารเองเสนอตัวลงพื้นที่หาเสียง
แต่การมาในนาทีสุดท้ายก่อนเสนอชื่อ ครม. ของ น.ส.ซาบีดา คุณวีรพัฒน์มองว่าแปลก เพราะมาในช่วงที่โผ ครม. ควรจะนิ่งแล้ว และประชาชนหลายคนอาจไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน และอาจทำให้เกิดคำถามว่า ครม. อิ๊งค์ 1 บริหารราชการแผ่นดินด้วยตัวเอง หรือจะเป็นรัฐบาลพ่อลูก
ด้าน คุณวันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการรัฐศาสตร์ บอกว่า ตั้งแต่ติดตามการเมืองไทยมา นี่เป็น ครม. ที่มีการเชื่อมความสัมพันธ์ครอบครัวมากที่สุด มีเกือบทุกพรรค จนดูกลายเป็นปกติทั้งที่ไม่ควร เพราะเป็นการจำกัดตัวผู้เล่น จำกัดรายชื่อคนที่เหมาะสมดำรงตำแหน่ง
เมื่อถามว่า นี่อาจเป็นแผนหลบเลี่ยงการตรวจสอบจริยธรรมที่อาจทำให้รัฐบาลและพรรคต้นสังกัดถูกยุบหรือไม่ คุณวันวิชิตมองว่า มาตรฐานจริยธรรมกำลังบังคับให้คนที่อาจมีเสี่ยงเรื่องถูกร้องหันหลังไปคุมเกมจากข้างนอกแทน ไม่ต้องอยู่ในสปอตไลต์ในตำแหน่งทางการเมือง
เขาเสริมว่า การทำอย่างนี้ “ทำให้มาตรฐานจริยธรรมดีขึ้นในแง่ภาพลักษณ์ แต่อำนาจก็แค่ขยับไป ไม่ได้หายไป หมายความว่าเขายังอยู่ เหมือนตายทางการเมืองแต่ไม่ตาย”
หลายคนอาจมองว่า การตั้ง ครม. ชุดใหม่นี้อาจเกิดเหตุหนังม้วนเดิมฉายซ้ำ นายกฯ แพทองธารถูกเด้งแบบอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จากการแต่งตั้ง ครม. ที่มีปัญหาจริยธรรม แต่ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะถ้านายกฯ แพทองธารบอกว่า คนที่แต่งตั้งมาจากมติพรรคภูมิใจไทย และผ่านกฤษฎีกา ผู้ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบอาจเป็นพรรคภูมิใจไทยแทน ดังนั้น เพื่อเซฟ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นายชาดาจึงต้องชิงถอยก่อน
“ถ้ามาตายน้ำตื้นที่นิติสงครามครั้งนี้อาจตัดแคนดิเดตนายกฯ ออกไปหลายคน สมมติกรณีเลวร้ายที่สุด คุณแพทองธารจากไป ตำแหน่งพุ่งมาที่คุณอนุทิน แต่อาจจะโดนเรื่องเสนอชื่อคนนั่ง ครม. เหมือนกัน ที่สนุกกว่านั้นคือ แคนดิเดตที่เหลือที่ได้เปรียบคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” คุณวันวิชิตกล่าว
นักวิชาการรัฐศาสตร์บอกว่า กลยุทธ์บิ๊กป้อมเล่นบทเสือหมอบมาโดยตลอด เอาตัวเองไปอยู่ในจุดเสียเปรียบ เพื่อให้คนคาดไม่ถึง จากนั้นลงมือทีเดียวรุกฆาตเลย
คุณวันวิชิตกล่าวว่า “ถ้าใครติดตามเส้นทางบิ๊กป้อมจะรู้ว่าเขามีบทบาทเด่นก็จริง แต่ถ้าเทียบคุณสมบัติจะเสียเปรียบตลอด แต่เขาใช้สภาพแวดล้อม เป็นมิตรกับสื่อ กับตระกูลบ้านใหญ่ต่าง ๆ ค่อย ๆ ล้อมป่าไว้ แล้ววันหนึ่งคนพวกนี้จะไปแนะนำผู้มีอำนาจว่าทำไมไม่เลือกเขา ตอนนี้บิ๊กป้อมกำลังรวมศูนย์คนไม่พอใจ ตีวงล้อมคุณทักษิณ”
กฎหมายไม่เคารพประชาชน นักการเมืองไม่มีจิตสำนึก
คุณวีรพัฒน์บอกว่า การตีความกฎหมายจริยธรรมทำให้การตั้ง ครม. เป็นไปแบบบระมัดระวังคิดเล็กคิดน้อยจนเกินเหตุ “การสอบจริยธรรมตอนนี้กำลังส่งผลร้ายต่อการเมือง จะตั้ง ครม. ต้องคิดเล็กคิดน้อย ไม่อย่างนั้นนายกฯ อาจถูกสอยไปทั้ง ครม. ตอนนี้การตีความกฎหมายไปบีบการเมือง”
คุณวีรพัฒน์บอกว่า ตอนนี้นักร้องหลงป่ากำลังเตรียมพร้อมเอาเรื่องนายกฯ แพทองธารตั้งแต่ยังเป็นนิสิต หรือเรื่องที่ดิน ซึ่งผ่านมานานแล้ว ทั้งที่ไม่ใช่เรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” จึงไม่ควรต้องมาตีความ
นักกฎหมายอิสระมองว่า ตามหลักการ กฎหมายต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเคารพมติประชาชน กับการตรวจสอบคนที่ประชาชนเลือกมา ถ้ามีการตีความกันโดยคนไม่กี่คน แล้วเสียงของประชาชนที่เลือกพรรคมาอยู่ตรงไหน
“ตอนนี้กลายเป็นผิดเพี้ยนไปหมด แทนที่จะทำให้เสียงประชาชนได้รับการเคารพพร้อมกับการตรวจสอบ พออันหนึ่งใหญ่กว่า อีกอันลีบ การเมืองไทยก็โยกเยก ไม่มีเสถียรภาพ” เขากล่าว
คุณวีรพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ถ้านายกฯ แพทองธารเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเอาเรื่องได้เลย หรือนักการเมืองท่านที่ตีหัวนักข่าว อันนั้นเอาผิดได้เลย ไม่ต้องตีความ
เขาเสริมว่า ตามระบอบประชาธิปไตยปกติ หากนักการเมืองเริ่มมีคะแนนนิยมตกลง เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมหรือพี่น้องประชาชน ก็จะมีการปรับออกโดยไม่ต้องให้ศาลตัดสิน
คุณวีรพัฒน์กล่าวว่า การเมืองควรโตตามธรรมชาติ แต่ตอนนี้พรรคการเมืองไทยเหมือนเด็ก 2 คนที่กำลังเรียนแข่งกัน แต่จู่ ๆ ครูมาบอกว่านู่นนี่ไม่ได้ แล้วเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างไร ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา ต่างประเทศเขาใช้เวลา เขายอมรับความผิดพลาดแล้วแก้ไข แต่ของเรามีคนตัดสินให้
คุณวันวิชิตกล่าวว่า ธรรมชาตินักการเมืองบ้านเรา ต้องถึงศาลถึงจะยอมรับผิด แต่ต่างประเทศแค่มีกระแสสังคมกดดันก็ออกแล้ว ประเทศไทยมีนักการเมืองพันธุ์นี้อยู่มาก จึงต้องใช้กฎหมายบังคับ ต้องล้างท่ออีกนานกว่านักการเมืองจะมีจิตสำนึก
“อย่างกรณีนักการเมืองดูคลิปโป๊ ถ้าเป็นต่างประเทศโค้งแล้วโค้งอีก ต้องนั่งประชุมมีสมาธิสิ แต่ สว. บ่านเราประชุมอยู่ยังชอบคุยโทรศัพท์ เรื่องง่าย ๆ จิตสำนึกถ้าไม่กระแทกไม่รู้สึก”
เพื่อไทยอยากก้าวหน้าในวันที่ยังต้องพึ่งพาการเมืองโบราณ
คุณวีรพัฒน์บอกด้วยว่า สภาพการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้ คนที่ได้คะแนนคือพรรคประชาชน เพราะหาเสียงตลอดว่า นี่การเมืองโบราณที่ต้องแก้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลพยายามประคอง และหาทางแก้ปากท้องให้ได้
“การเมืองไทยเปลี่ยนไปจากอดีต ตอนพรรคไทยรักไทยถูกยุบมีพรรคเล็กพยายามจับมือกัน แต่วันนี้มีแต่พรรคใหญ่ ยีงไม่นับพรรคประชาชนเป็นสมการใหม่ ที่ทำให้เพื่อไทยต้องเกรงใจพรรคร่วม เพราะถ้าเพื่อไทยถูกโค่น ยังมีพรรคประชาชน” คุณวีรพัฒน์กล่าว
นักกฎหมายอิสระมองว่า วันนี้ ถ้าเกิดเพื่อไทยไม่อยู่แล้ว คนที่โหวตให้เพื่อไทยจะโหวตให้พรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคประชาชน คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ไม่เอารัฐประหาร มีความเชื่อมโยงอยู่ ดังนั้น ถ้าทำอะไรพรรคเพื่อไทย อาจมีปัญหา เกมจึงไม่ง่ายเพราะมีพรรคประชาชน ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องอยุ่ในสภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่
ดังนั้น เพื่อไทยจะต้องใช้แผนทำให้นโยบายปากท้องชัด ทำผลงานให้เห็น หากมีการเลือกตั้งครั้งถัดไป ต้องแลนด์สไลด์ให้ได้ ต้องตั้งรัฐบาลเองได้โดยไม่ต้องเกรงใจพรรคร่วมและสู้พรรคประชาชนได้ สู้กันที่ความคิดและนโยบายโดยมีประชาชนหนุน ไม่ใช่มีนักร้องทำให้เสียงประชาชนจมหายไป
“ต้องสร้างกระแสสังคมจากนโยบายปากท้องจนประชาชนเห็น กินได้จับต้องได้ พรรคประชาชนอยากทำนโยบายแต่ทำไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล เหมือนส้มสวยแต่กินไม่ได้ ส่วนเพื่อไทยเหมือนมะขามแดง ๆ แค่บ้วนเม็ดป้อม ๆ ออกก็จะกินได้” คุณวีรพัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังมีความย้อนแย้งอยู่ เพราะเพื่อไทยยังต้องพึ่งพาการเมืองแบบบ้านใหญ่ คุณวันวิชิตมองว่า การหลอมรวมตระกูลใหญ่เป็นปราการสุดท้ายในการสู้กับพรรคประชาชน จะเห็นว่าการเลือกตั้งนายก อบจ. พรรคประชาชนแพ้ทุกสนาม เพราะบ้านใหญ่ หัวคะแนนแบบไทย และระบบอุปถัมภ์ ยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้ การกระจายบ้านใหญ่เป็นเกมเดียวที่เหลืออยู่ของเพื่อไทยในการยันพรรคประชาชน
นั่นจึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาล ว่าจะก้าวหน้าอย่างไรในวันที่ต้องพึ่งพาการเมืองแบบโบราณนี้อยู่ คุณวันวิชิตกล่าวว่า “โผ ครม. ตอนนี้ไม่ใช่ความหวังของประชาชน ถ้าเคยได้รับการยอมรับ มีความหลากหลาย มีฝีมือผลงาน จึงจะยอมรับได้ พอเป็นอย่างนี้ เลยมีคำถามว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังจะเหยียบกับระเบิดตัวเองเมื่อไร”