เรื่องของ “เกาะกูด” คือประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกันมายยาวนานมากกว่า 20 ปี เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า เป็นเรื่องอ่อนไหว เป็นเรื่องของความมั่นคง แม้จะบอกว่าเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ใต้ทะเล แต่เชื่อกันว่าอาจทำให้เกิดการเสียดินแดนบริเวณเกาะกูดไป
นี่จึงนำไปสู่การคาดการณ์ว่า เรื่องของเกาะกูดนี้ ในท้ายที่สุด จะส่งผลให้เกิดการล่มสลายของรัฐบาลแพทองธารได้
ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทรัพยากรน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาควรนำมาแบ่งผลประโยชน์กัน และควรทำเร่งด่วน เพราะในอีก 10-20 ปีข้างหน้า พลังงานเหล่านี้อาจล้าสมัย อาจไม่มีมูลค่าอีกต่อไป
นายทักษิณเคยกล่าวบนเวทีเมื่อเดือน ส.ค. ว่า “เขตทับซ้อนทางทะเล มันไม่ใช่เรื่องเส้นเขตแดน หลักการคือ ประเทศเราอยู่ตรงนี้ มีไหล่ทวีป ลากออกไป 200 ไมล์ทะเล เพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาไหล่ทวีปอยู่ตรงนู้น ลากออกมา 2000 ไมล์ทะเล เกยตรงไหนก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน ตรงนั้นถ้ามีทรัพยากร ถือว่าแบ่งกันคนละ 50-50 เหมือนที่เราทำกับมาเลเซียมาแล้ว เป็นสิ่งที่คงต้องทำ ไม่อย่างนั้นน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติที่มีตรงนั้นไม่เกิน 20 ปีใช้ไม่ได้แล้ว เป็นการทิ้งสมบัติใต้ดิน”
เปิดประวัติ 4 ตัวเต็งกุนซือใหม่ แมนยู ชาบี กับ อโมริม น่าจับตา
ปัญหามีเรื่องเดียว คือต้อง “ตีเส้นใหม่”
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวในรายการเข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 วันที่ 29 ต.ค. 67 ว่า เรื่องนี้มีความอ่อนไหวสูงมาก เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศไทย เพราะในบันทึกความร่วมมือ MOU 44 มีการพูดถึงเส้นเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อน
“พูดเรื่องเดียวพอสิ พูดทำไมเรื่องเส้นเขตแดน เวลาทำงานแล้วพูดว่าพื้นที่ไหนต้องวัด มันคือเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ถึงบอกต้องดูให้ชัดเส้นเขตแดนแต่ละฝ่าย ดึงยังไง ทับซ้อนตรงไหน” พล.ท.ภราดรกล่าว
อดีตเลขาฯ สมช. บอกว่า เขตแดนตรงนี้มีปัญหาเรื่องหลักเขต เนื่องจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสได้กำหนด 73 หลักเขตไว้ แต่มีหลักหนึ่งหายไป คือหลักที่ 72 สมัยสงครามอินโดจีน ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ
นอกจากนี้ พล.ท.ภราดรกล่าวว่า “สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสชี้พื้นที่เฉพาะทางบก ไม่ได้ดูทะเล แต่มีกฎหมายทางทะเลของแต่ละประเทศ กัมพูชามีกฎหมายทะเลปี พ.ศ. 2515 ส่วนไทยมีปี พ.ศ. 2516 แต่ละประเทศมีสิทธิอ้างทะเลของตัวเอง แต่ต้องยึดตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งระบุว่า เกาะกูดเป็นของไทย เกาะกูดในทางบกเป็นของไทย แต่พอจะเริ่มแบ่งผลประโยชน์ ลากเส้นเศรษฐกิจ กลายเป็นเส้นที่ลากมาดันกินพื้นที่เกาะกูด”
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสริมว่า ในแง่ของการแบ่งพื้นที่ทะเล มีการกำหนดว่า ต้องลากเส้นตั้งฉากจากชายฝั่งออกไป 200 ไมล์ทะเล ของไทยจะเป็นเกะกูด ส่วนของกัมพูชาจะเป็นเกาะกง ซึ่งถ้าลาก 200 ไมล์ทะเลจากเกาะกูดหรือเกาะจะกินพื้นที่ไปมา จึงต้องลากจากพื้นที่ตรงกลางระหว่างสองเกาะ แต่ปรากฏว่าเมื่อลากออกมากลับพาดผ่านกลางเกาะกูดพอดี
“กัมพูชาเหมือนจะยอมรับว่าเกาะกูดเป็นของไทย ซึ่งตาม MOU ไม่ควรเสียกรรมสิทธิ เส้นนี้ต้องเบี่ยงลงมาจากขอบของเกาะกูด การที่กัมพูชาลากเส้นพาดผ่านเกาะกูดเท่ากับว่าเขาไม่ถือว่าเป็นของไทย ที่น่ากังวลคือการที่ไทยเซ็น MOU เท่ากับยอมรับการมีเส้นนี้หรือเปล่า จนเกิดพื้นที่ที่มาจากเส้นที่ผิด” คุณธีระชัยกล่าว
อดีต รมว.คลัง บอกว่า สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสเขียนว่าเกาะกูดเป็นของไทย แต่มีเอกสารแนบบอกว่า ให้ใช้จุดสูงสุดบนเกาะกูดเป็น “จุดเล็ง” ในการแบ่งเขตแดน กัมพูชาจึงลากเส้นจากชายฝั่งข้ามเกาะกูดไปนู่นเลย ทั้งที่หากไปดูรายละเอียดเนื้อความไม่ได้บรรยายถึงทะเลเลย เป็นเรื่องบนบกทั้งนั้น
พล.ท.ภราดรเสริมว่า “เขาลากผิด จุดสูงสุดบนเกาะกูด ในตัวเอกสารสนธิสัญญาบอกว่า เพื่อเล็งจากเกาะกูดเข้าชายฝั่งทางทิศตะวันออก กำหนดว่าเส้นที่ลากไปโดนชายฝั่งคือจุดแบ่งไทย-กัมพูชา เพราะสมัยนั้นสมัย ร.5 ยังไม่มีกฎหมายพื้นที่ทะเล เป็นไปไม่ได้ที่จะอ้างสนธิสัญญาแล้วเล็งออกไปทะเล แกล้งเข้าใจผิดหรือเปล่า เขาแบ่งแค่บก”
คุณธีระชัยบอกอีกว่า การที่ MOU 44 ยังครอบอยู่เท่ากับเป็นการยอมรับเส้นแดงที่กัมพูชาลากขึ้นมา ต้องเอา MOU 44 ใหม่ พูดคุยเจรจากันใหม่ แล้วตีเส้นใหม่
ถ้าไม่ตีเส้นใหม่ เสียทั้งผลประโยชน์ เสียทั้งดินแดน
พล.ท.ภราดรบอกว่า เส้นที่ใช้อยู่ตอนนี้ทำให้เกิดพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมที่มีทรัพยากรถึง 26,000 ตร.กม. แต่ปรากฏว่าด้วยเส้นนี้ ทำให้ต้องแบ่ง 12,000 ตร.กม. ให้กัมพูชาก่อนต่างหาก ส่วนที่เหลือ 14,000 ตร.กม. จึงเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ร่วม แบ่งกันคนละครึ่ง
คุณธีระชัยเสริมว่า แล้วเกิดในกรณีที่ความจริงแล้วพื้นที่ร่วมหาผลประโยชน์เป็นของไทย 100% ถ้าต้องแบ่งกัมพูชา 50% เท่ากับว่าเอาทรัพยากรของปรชาชนไปให้คนอื่น คนทำต้องติดคุก นอกจากนี้ พื้นที่ทับซ้อนถึง 26,000 ตร.กม. นั้นส่วนตัวมองว่าเยอะเกินไป คิดเป็น 10% ของอ่าวไทยเลย
อีกประเด็นที่อดีต รมว.คลัง หยิบยกขึ้นมาคือ พื้นที่ร่วมหาผลประโยชน์ฝั่งไทยได้ให้สัมปทานไว้แล้วกับบริษัทเชฟรอน ถ้าในอนาตนมีการแบ่งพื้นที่จริง ผลประโยชน์จะไปตกกับเชฟรอนเพียงผู้เดียวหรือไม่? จะกลายเป็นเปิดประตูรับอิทธิพลสหรัฐฯ เข้ามาในอ่าวไทยเต็มที่เลยหรือไม่?
“การมีทรัพยากรใต้ดิน ถ้านำมาใช้ ประเทศได้ประโยชน์แน่นอน แต่คุ้มกับการแลกดินแดนหรือเปล่า น้ำมันใช้ไปเดี๋ยวก็หมด แต่ดินแดนอยู่กับลูกหลานอีกนาน” คุณธีระชัยบอก
ส่วนกรณีที่รัฐบาลแพทองธารการันตีว่าไม่มีการเสียดินแดนแน่นอนนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้บอกว่า “ดินแดนเราชัดตั้งแต่สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ว่าเกาะกูดเป็นของไทย ตรงนี้ไม่ต้องห่วง อย่าหลงประเด็น พื้นที่ข้างล่างนี่มีประโยชน์ น้ำมันผ่านไป 10 ปีความสำคัญลดลง กว่าจะตกลงได้ 5 ปี ที่เหลืออีก 5 ปี ถ้าไม่ทำอะไรน้ำมันไม่มีความหมาย เสียดายสิ่งที่ประเทศชาติจะเสียไป ขอให้ลดอารมณ์ความรู้สึก ความคลั่งชาติลง ทำความเข้าใจว่าการขายชาติไม่มี สิ่งที่ยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีการล่วงล้ำอะไร จะแบ่งประโยชน์อย่างเป็นธรรม แบ่งตามที่นานาประเทศทำกัน อย่าจินตนาการ”
คุณธีระชัยกล่าวว่า “การันตีได้ยังไง ในเมื่อถ้ากัมพูชายอมรับว่าเกาะกูดเป็นขงทไทย เขาต้องหลีกเส้นออกจากเกาะสิ ไม่ใช่ผ่าครึ่ง ผ่ากลางเกาะกูดเป๊ะ ถ้าเรายอมรับเส้นนี้ เขาเคลมเกาะเป็นคนละครึ่งเลย เหมือนไซปรัส”
อีกเรื่องที่คุณธีระชัยบอกว่าต้องทำความเข้าใจคือ ที่อดีตนายกฯ ทักษิณยกตัวอย่างพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมไทย-มาเลเซียนั้น เป็นการ “วัดขอบจากเส้นพรมแดน” เส้นที่ตีขอบคือพื้นที่คือเส้นเขตแดนของสองประเทศ เป็นเส้นที่ชัดเจน เขตแดนนิ่ง ต่างฝ่ายต่างยอมรับ ไม่เหมือนเส้นเกาะกูดนี้
“คุณภูมิธรรมออกมาให้ความมั่นใจหรือ? ผมบอกเลยว่าไม่มั่นใจ ไม่คิดว่าคุณภูมิธรรมเข้าใจกติกาสหประชาชาติด้วย สิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือมีรั้วกั้นเรากับเพื่อนบ้าน กำหนดเขตชัด ๆ ถ้ารู้ว่ามีจุดโหว่ จนสุนัขบ้านเราบ้านเขาเข้าออกได้ จะให้สบายใจนอนหลับคงไม่ได้” อดีต รมว.คลังกล่าว
คุณธีระชัยย้ำว่า ต้องเอา MOU 44 ออก แล้วค่อยเจรจา และเสริมว่า “เคยไปกินข้าวกับกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านเคยเล่าให้ฟังในฐานะเคยเป็นประธานการเจรจาไทย-กัมพูชาว่า แต่ละครั้ง ฝั่งกัมพูชาจะมาวนกลับมาพูดถึงเกาะกูดเสมอ ท่านเลยบอก งั้นเลิกประชุม แปลว่าลึก ๆ เขาถามหาอยู่เรื่อย ๆ ... เวลานี้กติกาต้องชัดว่าเราอย่าไปรับรองเส้นที่เขาลาก ท่านถึงย้ำ เราต้องดูแลอธิปไตย ปกป้องเขตแดน และทรัพยากรของประชาชน”