ยังคงเป็นประเด็นร้อน กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ เพื่อมีมติให้คดีเกี่ยวกับการตรวจสอบการเลือกสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. 2567 เป็นคดีพิเศษนั้น
ล่าสุด นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. ให้ความเห็นว่า เรื่องการรับเป็นคดีพิเศษนั้น ดีเอสไอก็มีอำนาจ เช่นเดียวกับ กกต.ก็สามารถรับเอาไปดำเนินการตรวจสอบควบคู่ไปอีกทางได้ เพราะทั้ง 2 หน่วยงาน สามารถใช้กฎหมายในมือของตัวเองดำเนินการได้
นายสมชาย ยังบอกอีกว่า หากดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ ตัวเองก็พร้อมที่จะพาผู้เสียหาย ที่เคยมาร้องเรียน ไปเป็นพยานในคดีด้วย โดยพยานนั้นมีตั้งแต่หลัก 10 คน ไปจนถึง 100 คน ส่วนพยานหลักฐานบางส่วนที่มีนั้น บางส่วนก็ตรงกับดีเอสไอ เช่น ภาพคลิปวีดีโอที่มีการแจกเงินในจังหวัดปทุมธานี
นายสมชายยังยกตัวอย่างขัดเจน ให้เห็นถึงการจ้างวานคนทั้งประเทศไปสมัคร ตรวจสอบไม่ยาก เช่น คุณสมบัติของผู้สมัครบางคน ที่ไม่ตรงปก และสมัครผิดกลุ่มอาชีพ เช่น บางคนที่อาชีพหมอนวด แต่กลับไปสมัครกลุ่มสาธารณสุข บางคนเป็นรปภ. กลับไปสมัครกลุ่มท่องเที่ยว หรือคนที่ทำอาชีพสานเข่งปลาทู กลับไปสมัครกลุ่มประกอบอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นว่า มีการปล่อยปะละเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่ขาดคุณสมบัติ แต่ไม่ได้มีการตรวจให้ถี่ถ้วน จนสามารถสมัครแล้วเข้าไปโหวตให้คนอื่นได้ และทำให้บางคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนกลับตกรอบ
นายสมชาย เชื่อว่า ดีเอสไอสามารถทำคดีนี้ได้ แต่ก็ยอมรับว่า กังวลและไม่เชื่อว่า พรุ่งนี้ที่มีการประชุมของบอร์ดดีเอสไอ เพื่อพิจารณาจะรับเป็นคดีพิเศษนั้น สุดท้ายแล้วจะยังรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เนื่องจากตอนนี้ตัวเองเริ่มได้กลิ่นของการเกี๊ยะเซี้ย การเจรจากับระหว่างกลุ่มการเมือง อย่างที่ใครหลายคนวิเคราะห์ไว้ว่า เป็นเกมการเมืองระหว่างสีน้ำเงิน และสีแดง ซึ่งหากดีเอสไอไม่รับเป็นคดีพิเศษ ก็เขื่อว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเจรจาทางการเมือง
ส่วนที่ สว.ออกมาโต้กลับ และเตรียมจะยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมชาย ระบุว่า สว.ชุดนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีอำนาจในการถอดถอนรัฐมนตรี นอกจากจะเห็นว่า รัฐมนตรี และดีเอสไอ ทำเกินอำนาจหน้าที่ ซึ่งประเด็นนี้สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ ขณะที่การจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถทำได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง แต่หากเลือกอภิปรายพุ่งเป้าเรื่องเดียว ก็จะน่าเกลียด เนื่องจากจะถูกมองว่า เป็นการอภิปรายเพื่อปกป้องตัวเอง
นายสมชาย ย้ำว่า ที่ตัวเองออกมาเคลื่อนไหวเรื่องคดีฮั้วสว.นั้น ไม่ได้ต้องการจะกลับมาเป็นสว.อีก เพราะตามรัฐธรรมนูญตัวเองเป็นสว.ไม่แล้ว แต่ที่ออกมาเพราะมองว่า ในระบอบประชาธิปไตยควรมี 2 สภา เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลกัน และไม่อยากให้ประชาชนมองว่า สว.นั้นขาดความจำเป็น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรานต่อบ้านเมือง พร้อมเสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริง หากกระบวนการเสียตั้งแต่เริ่มต้น ก็ควรจะแก้ไข ไม่ควรปล่อยไว้