ศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งกำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24-25 มี.ค. นี้ งวดเข้ามาทุกที และเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีการปล่อยทีเซอร์ของหมัดเด็ดที่จะได้เห็นในวันจริง
โดยฝ่ายค้านก็มีทั้งเรื่อง “ดีลแลกประเทศ” หรือข้อมูลวงในที่ “บิ๊กป้อม” ได้มา ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็มีการเตรียมพร้อมตั้งรับเต็มที่ รวมถึงองครักษ์พิทักษ์ระเบียบข้อบังคับ ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดการทักท้วงกันแค่ไหน PPTV ชวนมาเช็กความพร้อมของทั้งสองฝ่ายกัน
ครั้งแรกของ “นายกฯ อิ๊งค์” แต่เชื่อมั่น
คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นี่จะเป็นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องดูว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลอะไรที่จะมากล่าวหาหรืออภิปราย แต่เชื่อว่านายกฯ สามารถตอบทุกคถามที่ฝ่ายค้านติดใจได้
เมื่อถามว่านายกฯ มีการซักซ้อมติวเข้มอะไรบ้างหรือไม่ คุณศรัณย์บอกว่า ไม่เชิงซ้อม แต่มีการไปขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์หลายท่าน ว่าควรตอบแบบไหน ต้องอธิบายมากน้อยเพียงใด สอบถามบรรยากาศว่าเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวถูก
กรอบเวลา 2 วัน พอหรือไม่ จะถูกประท้วงจนหมดหรือไม่?
คุณศรัณย์บอกว่า เรื่องของเวลาในการอภิปรายที่ออกมาเป็นสูตร 28 ชั่วโมงของฝ่ายค้าน 7 ชั่วโมงของฝ่ายรัฐบาล และ 2 ชั่วโมงสำหรับประธานสภานั้น ด้วยความที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างมีข้อจำกัดของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายไม่ตรงกัน ตัวเลขที่ออกมาตอนนี้จึงถือว่าดีที่สุดแล้ว
“สูตรนี้ที่ออกมา เป็นสิ่งที่แต่ละฝั่งยอมอะลุ้มอล่วยเท่าที่จะเป็นไปได้ คุยกันหลายครั้งจนออกมาแบบนี้ ทั้งสองฝั่งที่เจรจาก็คงไม่ได้แฮปปี้ทุกคน แต่เชื่อว่าเป็นทางที่ดีสุด เพราะเราต้องการให้การอภิปรายเกิดได้ ทั้งสองฝั่งจะได้ทำงาน” คุณศรัณย์บอก
สส.พรรคเพื่อไทยเสริมว่า ด้วยความที่ไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายอะไรบ้าง แต่ไปดูญัตติ เทียบกับการอภิปรายหลายครั้งในอดีต ถ้าอภิปรายนายกฯ บวกรัฐมนตรี จะใช้เวลารวม 50-60 ชั่วโมง ครั้งนี้อภิปรายนายกฯ โดยตรงคนเดียว ฝั่งที่ตั้งรับจึงมองว่า 10 คน 3 วัน ถ้าคนเดียวไม่ควรถึง 3 วัน
“พอโจทย์มาอย่างนี้ หาตรงกลางยาก แต่ก็ได้ออกมาอย่างนี้ ทุกคนไม่ได้แฮปปี้ แต่เพื่อให้อภิปรายเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว” คุณศรัณย์กล่าว
ด้าน คุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน เสริมว่า ฝ่ายค้านเองยอมรับว่า นี่ไม่ใช่ข้อสรุปที่ดีที่สุด แต่เหมาะสมที่สุดแล้ว “ตอนแรกเราเสนอไปโดยขอกรอบเวลา 30 ชั่วโมง ซึ่งคิดมาจากฝั่งเราจะให้ผู้อภิปรายไปกำหนดเวลาของตัวเอง ดูว่าแต่ละคนมีญัตติประเด็นซ้ำซ้อนหรือไม่ แล้วเอาเวลาทั้งหมดมาคิดรวม”
ซึ่งเมื่อโดนตัดเวลามา ทำให้ต้องลดเนื้อหา ตรงไหนปรับได้ก็ต้องปรับ ส่วนเรื่องที่ขออภิปรายนายกฯ คนเดียว 3 วันถูกองว่ามากไปนั้น ตนเห็นว่า ในอดีตเคยมีการอภิปรายคนเดียวที่กรอบเวลายาวนานมาแล้ว เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือคุณบรรหาร ศิลปอาชา
คุณชุติพงศ์ยังแสดงความเป็นห่วงฝั่งรัฐบาล ว่า 7 ชั่วโมงที่ได้ไปอาจไม่พอหากมีแต่การประท้วง “ถ้าประท้วงเยอะ นายกฯ จะเหลือเวลาตอบน้อย จริง ๆ อยากให้นายกฯ ได้แสดงศักยภาพ นี่คือโอกาส ดังนั้น ไม่ต้องพยายามชี้แจงแทน ถ้านายกฯ ตอบได้ ก็เป็นผลงาน ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ต้องตอบแทน ฝากทีมประท้วงอดใจให้ท่านนายกฯ ได้โชว์”
คุณศรัณย์เห็นด้วยกับข้อกังวลนี้ โดยบอกว่า มีการคุยกันในที่ประชุมฝั่งรัฐบาลเช่นกัน แต่ยืนยันว่า ถ้าการอภิปรายส่วนใหญ่เป็นเรื่องนายกฯ โดยตรง ไม่เกี่ยวโยงถึงรัฐมนตรีท่านอื่น ก็ไม่ต้องใช้เวลามาตอบ ที่เตรียมไว้น่าจะพอ ถ้าทั้งหมดนายกฯ ชี้แจงได้เอง คิดว่าการบริหารเวลายากแต่ทำได้
“แต่ที่เรากังวลคือ เมื่อฝ่ายค้านบอกว่าต้องมีการพูดถึงคนนอก แต่ญัตติกล่าวถึงเรื่องไม่ไว้ใจวางใจนายกฯ ก็ขอให้พูดถึงคนนอกได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านประธานสภาต้องวินิจฉัย ทางรัฐบาลอาจรู้สึกว่าไม่ต้องเอ่ยถึง อาจต้องประท้วงเป็นบางครั้ง ให้ท่านประธานสร้างมาตรฐาน” สส.พรรคเพื่อไทยกล่าว
เขาเสริมว่า ต้องดูว่าพูดถึงคนนอกในแง่ไหน ถ้าพูดแค่เรื่องการคุยกันก็ไม่ต้องประท้วง แต่ถ้าพูดถึงคนนอกเข้ามาทำอะไรมากเกินไป หรือจัดการอะไร อาจต้องดูที่เนื้อหา สิ่งที่ยืนยันได้คือ ในฝั่งรัฐบาลอยากให้นายกฯ ตอบเอง มีการปราม ๆ กัน และยืนยันว่า การประท้วงแต่ละครั้งไม่ได้อยากขัดจังหวะ แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในญัตติ
“ดีลแลกประเทศ” แรงเกินไป?
เมื่อถามถึงธีมหัวข้อการอภิปรายของฝ่ายค้านที่ออกมาว่า “ดีลแลกประเทศ” ทำให้เกิดคำถามว่ารุนแรงไปหรือไม่ คุณชุติพงศ์ตอบว่า ให้รอดูเนื้อหาว่าทำไมถึงออกมาแบบนี้ และมองว่า แม้แต่ตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านด้วยกันก็มีแคมเปญ “เด็ดหัวสอยนั่งร้าน”
“เรื่องดีลพวกผมยังเปิดเนื้อหาไม่ได้ แต่ถามนายกฯ และคณะรัฐมนตรีว่า เคยทำดีลอะไรไว้บ้าง ดีลแลกอะไรกันไว้บ้าง การที่ใช้คำว่าแลกประเทศ แปลว่ามันต้องมีการแลกอะไรที่ควรค่าและสำคัญมาก แต่คำถามคือ ในดีลนั้นประชาชนได้อะไร ถ้าไม่ได้อะไร แล้วผลประโยชน์อยู่กับคนบางกลุ่ม ก็ต้องเอามาพูด ฝากถึงรัฐบาลควรไปศึกษาว่าดีลที่เคยทำกันไว้ ทำอะไรไว้บ้าง ชื่ออาจจะแรง แต่อย่าตัดสินหนังสือจากปก เนื้อหาอาจจะโหดกว่า” สส.พรรคประชาชนกล่าว
ฝั่งคุณศรัณย์มองว่า เป็นเรื่องปกติของการอภิปรายที่ต้องมีความรุนแรงประมาณนี้ ถ้าเปิดหัวมาทั่ว ๆ ไป มันไม่น่าสนใจ และเข้าใจว่า ถ้าไม่มีประเด็นหรือข้อมูลระดับหนึ่ง ฝ่ายค้านคงไม่กล้ายื่นอภิปราย
“อยู่ที่ท่านนายกฯ ว่าจะตอบคำถามเคลียร์ข้อสงสัยได้ขนาดไหน แต่เท่าที่ถาม คณะรัฐมนตรีเตรียมเต็มที่ ธีมมาเป็นดีล ก็ไปดูว่ามีอะไรบ้าง เป็นดีลความตกลงการค้าหรือไม่ ส่วนถ้าเป็นดีลการเมืองคงตอบไม่ได้ ว่าจะมีการเอาอะไรมาผูกอะไรบ้าง” คุณศรัณย์บอก
สสซพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า “ฝ่ายค้านต้องอภิปรายด้วยหลักฐาน ถึงจะทำให้นายกฯ สามารถเข้าใจได้ว่า ฝ่ายค้านเข้าใจอะไรแบบไหนถูกหรือผิด ให้นายกฯ ชี้แจงว่าถูกผิดหรือเกี่ยวไม่เกี่ยว ตอนนี้คงพูดไม่ได้”
ส่วนถ้าเป็นเรื่องดีลให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลับประเทศไทย ก็ต้องอยู่ที่ผู้อภิปรายว่าถามเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหน ต้องว่าดูเอาข้อมูลอะไรมาใช้
คุณชุติพงศ์บอกว่า ให้ดูหลักฐานตอนนี้ไม่ได้ แต่คำว่า “ดีล” คือการที่สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในครอบครัวนายกฯ ไปดีลกับผู้มีอิทธิพลหรือพรรคอื่น แล้วเกิดผลดีลเป็นไปตามที่เห็น ถ้าเกิดเรื่องพวกนี้ นายกฯ จะชี้แจงว่าไม่ทราบ คนจะมองอย่างไร ถ้าบอกเป็นเรื่องของคนข้างนอก แต่นี่ส่งผลเกิดกับประเทศนะ จะยังไง “ดีลคือสองฝั่ง ใครดีลกับใคร แลกอะไรบ้าง คนที่ไปดีลรู้ตัวดี ถ้าเรื่องดีลนายกฯ ไม่รู้ งั้นนายกฯ ตัวจริงคือใคร”
พูดถึง “คนนอก” ได้แค่ไหน?
คุณชุติพงศ์ยืนยันว่า การพูดถึงคนนอกไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด เพราะคนนอกอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง หากฝ่ายค้านไม่พูดถึง เท่ากับจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ “เรารู้กันดีว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องในสภา มันคือการที่บางครั้งผู้มีอำนาจอนุมัติสัมปทาน ผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้ผู้มีอิทธิพลหรือประเทศอื่น การจะไม่ให้กล่าวถึงในการอภิปรายเพราพอ้างว่าเป็นคนนอก เท่ากับเราให้ข้อมูลประชาชนไม่ครบ
ด้านคุณศรัณย์บอกว่า ไม่ใช่ว่าพูดถึงคนนอกไม่ได้ เพราะปกติมีการพูดถึงเรื่องนอกสภาอยู่แล้ว เป็นการพูดแทนประชาชน ไม่ใช่พูดไม่ได้ แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ “ต้องพูดอย่างเหมาะสม”
“เรื่องดีลอะไรกับคนนอก ต้องพูดแบบให้ประชาชนรับทราบเข้าใจ ถ้าเจาะแค่คนนอกอาจผิดจากที่ประชาชนต้องการ สมมติพูดถึงผลประโยชน์ ต้องชัดว่าให้ใคร มีการให้การรับในรูปแบบใด ไม่ใช่อภิปรายคนนอกเป็นหลัก” คุณศรัณย์กล่าว
ล้มนายกฯ ไม่ได้แน่ แล้วคาดหวังอะไร?
เมื่อถามคุณชุติพงศ์ว่า มีความเห็นอย่างไรที่หลายฝ่ายเชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่น่าจะสามารถล่มรัฐบาลได้ สส.พรรคประชาชนบอกว่า “ก็ไม่แน่”
โดยบอกว่า “การอภิปรายที่ผ่านมา ครั้ง พล.อ.ชวลิต หรือคุณบรรหาร ก็จบที่การยุบสภากับลาออก มันอยู่ที่เนื้อหา ถ้านายกฯ ถูกอภิปรายจนประชาชนเห็นหลักฐาน ว่าไม่ได้แล้ว หรือพรรคเห็นว่า นายกฯ คนนี้ไม่สร้างคะแนนนิยม ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง
“เป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องใช้เวทีนี้ในการแสดงศักยภาพ ว่าตัวเองเป็นผู้นำประเทศ เวทีนี้ฝ่ายค้านเปิดข้อมูล นายกฯ ได้ชี้แจง โชว์วิสัยทัศน์ ก็ขอให้ประชาชนติดตาม ดูว่าสิ่งที่เกิดในประเทศนี้ผ่านอะไรมาบ้าง มาดูและตัดสินไปด้วยกัน” คุณชุติพงศ์กล่าว