นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติแพทยสภาสั่งลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง จากกรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
นายสมศักดิ์บอกว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ส่งถึงตน ถ้าส่งมาถึงตนปกติแล้วก็จะไม่ยับยั้งอะไร ก็เห็นชอบในการทำงานของแพทยสภา ก็เป็นไปในลักษณะกับกระทรวงก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่เรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และต้องดูว่าผู้ที่ถูกลงโทษเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
นายสมศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า ได้รับรายงานจากผู้ช่วยรัฐมนตรีว่า ผู้ที่ถูกลงโทษได้ประสานมาจะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม และเมื่อได้หนังสือแล้ว ตนก็จะพิจารณาว่าจะต้องทำอะไรต่อ ซึ่งแนวทางการดำเนินการหากดูแล้วสมควรที่จะทำอย่างไรให้เกิดความกระจ่างให้สังคมรับรู้และรับทราบ ตามกรอบระยะเวลา ซึ่งหากมติของแพทยสภามาถึงตนก็จะมีเวลาในการพิจารณา 15 วัน และย้ำว่าจะดำเนินการทุกอย่างให้กระจ่าง
เมื่อถามว่ารู้สึกกดดันหรือไม่ถูกจับตาเป็นพิเศษในเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ยืนยันว่าไม่กดดัน และตั้งใจจะทำให้ชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ เพื่อตอบคำถามให้ได้ และดูแล้วคงไม่มีประเด็นอะไรมากมาย 4-5 ประเด็นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง และรับฟังมาตลอด
ด้านนายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา รับเอกสารคำร้องจาก นายเนติธร หลินหะตระกูล ทนายความส่วนตัวของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ที่เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อสภานายกพิเศษแพทยสภา จากกรณีที่แพทยสภามีความเห็นลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
โดยทนายความบอกว่า พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ระบุถึงประเด็นการรักษาที่มีการวินิจฉัยตามเวชระเบียนที่มีอยู่ ดังนั้น การที่พิจารณาว่าผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ผู้ป่วยอาจอาการดีขึ้นตามลำดับ จึงมองว่าไม่ได้เป็นการพิจารณาจากข้อมูลการวินิจฉัยในช่วงนั้นทั้งหมด จึงมาขอความเป็นธรรม ส่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ให้ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษฯ นำไปประกอบการพิจารณา
นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า เอกสารที่ได้รับนี้ จะถูกนำไปประกอบการพิจารณาของสภานายกพิเศษฯ ซึ่งจะต้องให้ความเห็นต่อแพทยสภาภายใน 15 วันหลังได้รับหนังสือ
ซึ่งในกระบวนการตอบกลับทำได้ 2 ทาง คือ เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เรียกว่าวีโต้ แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ทางแพทยสภาก็ต้องประชุมคณะกรรมการแพทยสภาอีกครั้งเพื่อดูการวินิจฉัยของสภานายกพิเศษฯ กรณีที่มีการโต้แย้ง หรือไม่เห็นด้วยนั้น ก็ต้องทำการโหวตเสียงคณะกรรมการ 2 ใน 3 ว่าจะยึดตามมติเดิมหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ขอให้เป็นกระบวนการต่อไป เพราะตอนนี้ท่าน รมว.สาธารณสุข ก็ยังไม่ได้รับหนังสือจากแพทยสภา
ขณะที่ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายงานมติแพทยสภาเช่นกัน แต่คาดเดาว่า แพทย์ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน เป็นแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์
ซึ่งตนขอดูรายละเอียดก่อน ในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอชี้แจงว่าเรื่องของระเบียบกรมราชทัณฑ์ เป็นกฎหมายที่เพิ่งออกมาใหม่ การพิจารณากฎหมายใหม่ ต้องดูกฎหมายเก่าประกอบด้วย และมั่นใจว่ากระทรวงยุติธรรมได้ทำ
ตามกฎหมาย ซึ่งก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด
ทั้งนี้กรณีผู้ต้องขังป่วยโรคเฉพาะทาง ที่ต้องใช้หลักที่ว่า หากเป็นโรคที่สถานพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการรักษา ก็จะส่งไปรักษาโรงพยาบาลภายนอก และในระหว่างที่ส่งไปรักษาตัวนั้น โรงพยาบาลดังกล่าวยังถือเป็นที่คุมขัง สถานที่หนึ่ง คือควบคุมดูแลไม่ให้หลบหนี หรือไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตามในส่วนของมติแพทยสภานั้นตนขอดูเนื้อหารายละเอียดก่อน
ส่วนกรณีที่แพทยสภาระบุว่าไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า นายทักษิณ ป่วยวิกฤติ พ.ต.อ.ทวี เผยว่า ตนยังไม่ได้ยิน และยังไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับตน และแพทย์สภาไม่ได้พูดอย่างนั้น
ทั้งนี้ แม้จะไม่ได้ป่วยวิกฤต แต่หากเป็นโรคที่สถานพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้ ก็มีสิทธิ์ส่งไปรักษาตัวภายนอกใช่หรือไม่นั้นพ.ต.อ.ทวี เผยว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ในมาตรา 53 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ
หลังจากนี้จะมีการยื่นอุทธรณ์ มติแพทยสภาหรือไม่ พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า เราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ขัดหากใครจะเห็นว่ามีสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องและชอบธรรม มีช่องทางร้องเรียน เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นฯ ทั้งนี้ตนขอชี้แจงว่าพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ได้ผ่าน การพิจารณา คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่11 ซึ่งคณะนั้นได้นำบทบัญญัติในมาตรา 246 มาเทียบกับมาตรา 55 ด้วย และเห็นว่าไม่ขัดกัน