“สิ่งที่เราได้รับกลับกลายเป็นเราถูกฟ้อง ทั้ง ๆ ที่เราพูดเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตน แล้วหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างที่เราออกมาพูด คนทั้งสังคมยังไม่เคยรู้เลยว่า ประกันสังคม XX ทำปฏิทินทุกปี ปีละ 50-70 ล้านบาท แล้วคนทั้งสังคมก็เพิ่งรู้ด้วยว่า ปฏิทินประกันสังคม XX ยกเลิกไม่ได้ XX เป็น XX อะไรไม่รู้”
เป็นช่วงหนึ่งที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แสดงความเห็นกรณีการถูกฟ้อง โดยยกกรณีที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบงบฯ สำนักงานประกันสังคมเป็นตัวอย่าง
ซึ่งหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือเรื่องงบฯ ทำปฏิทิน โดยนางสาวรักชนกเชื่อว่า ความคิดเห็นร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากได้ปฏิทิน แต่ฝั่งราชการต้องการใช่หรือไม่
แล้วทำไมฝั่งราชการ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของเสียงบอร์ดประกันสังคมถึงมีอานุภาพขนาดนี้ มีใครที่ยังต้องส่งลูกเรียนเพราะใช้เงินจากปฏิทินประกันสังคมอยู่หรือไม่ มีใครยังต้องเลี้ยงดูครอบครัว เลี้ยงดูอะไรโดยใช้เงินตรงนี้หรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่อยากให้ทุกคนช่วยกันตั้งคำถาม
นอกจากนี้ น.ส.รักชนก ยังยกเคสที่เชื่อว่าเป็นการฟ้องปิดปาก คือ คดีที่เคยถูกฟ้องหมิ่นประมาทในช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2563 ถึง 2564 ด้วย แม้สุดท้ายศาลจะยกฟ้อง เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ
ด้าน นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า การออกมาเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สาธารณะและวิจารณ์นักการเมืองนั้นเป็นหลักการที่ควรจะเป็น นักการเมืองไม่ควรฟ้องประชาชนเมื่อถูกถามคำถามในการทำงาน ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นายสหัสวัต ยกตัวอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของญี่ปุ่นที่ถูกด่าจนต้องลาออกรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำ ไม่ใช่มาไล่ฟ้องประชาชน
นายสหัสวัตเห็นว่า บ้านเรามักเปิดโอกาสให้คนที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองหรือเศรษฐกิจสูงมีสิทธิในการเข้าถึงระบบยุติธรรมมากกว่าประชาชนทั่วไป คนรวยมีสิทธิเข้าถึงระบบยุติธรรมมากกว่าคนจน เพราะต้องวางเงิน คนจนจะมีปัญญาที่ไหนไปจ้างทนายฟ้องหมิ่นประมาท กลไกเหล่านี้จึงนำไปสู่การฟ้องปิดปากจำนวนมาก