วันที่ 17 มิ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกระแสข่าวการปรับ ครม. ประเด็นพรรคเพื่อไทย (พท.) จะขอคืนเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยว่า นายกฯ ทราบจุดยืนของพรรค ภท. อยู่แล้ว เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ตนไม่ได้พูดคุยเรื่องปรับ ครม. เพราะตามที่ได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้า ถ้าอยู่กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกให้กับพรรคภูมิใจไทย
เราก็ต้องพร้อมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะมันเลยจุดมาแล้ว มาถึงจุดนี้ปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว พรรคภูมิใจไทยยึดถือกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่า เราจะรับผิดชอบดูแล 4 กระทรวงนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของนายกฯ กับตัวรัฐมนตรี แต่เป็นเรื่องของพรรคกับพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์เลยเถิดไปพอสมควร มาถึงจุดที่พรรคภูมิใจไทยถอยไม่ได้แล้ว ถ้าจะให้ถอยจากมหาดไทยก็คงจะต้องถอยจากรัฐบาล ตรงนี้ชัดเจนใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ชัดเจนครับ ยังยืนยันแนวทาง”
เมื่อถามว่าเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายกฯ คงจับสัญญาณได้ เลยอาจขอกลับไปคุยกับผู้ใหญ่สัก 1-2 วัน นายอนุทิน กล่าวว่า นายกฯ ไม่ได้พูดคำนี้กับตน ว่าจะกลับไปปรึกษาอะไรใหม่ แต่นายกฯ คงดูท่าทางอะไรกันแล้วคิดว่าอย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่า ไปคุยเรื่องงานดีกว่า ตนก็รายงานเรื่องหมายเรียกที่พวกตนโดน ว่าใครทำ ใครอยู่เบื้องหลัง เพราะท่านก็ห่วง
นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนที่คุยก็คุยกัน 3 คน มี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านนายกฯ ทราบอยู่แล้วพวกตนมีจุดยืนอย่างไร ศักดิ์ศรีของพรรคก็ต้องมีอยู่ คือประชาชนที่เลือกเข้ามาใครจะมาปู้ยี่ปู้ยำง่ายๆ ไม่ได้
นอกจากนั้น นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เรื่องปรับคณะรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรี ก็ได้บอกแล้วว่า ไม่มีการปรับ ครม. และเมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นรัฐมนตรีต้องพร้อมทำงานทุกกระทรวงฯ ถือเป็นนัยยะอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ได้ตอบ อื้อหึ ก่อนระบุว่า เป็นรัฐมนตรีก็ต้องพร้อมทำงานเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ส่วนเป็นสัญญาใจตั้งแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่า พวกเราไม่ต้องมี MOU ไม่เหมือนกับตอนที่พรรคเพื่อไทยไปทำ MOU กับพรรคก้าวไกล เพราะพวกเราเป็นคนคุ้นเคย ซึ่งส่วนตัวมองว่า ไม่จำเป็นต้องมี MOU ซึ่งความเข้าใจ และความเชื่อมั่นสำคัญกว่าการมานั่งเขียนสัญญา ไม่ฉะนั้นจะตั้งรัฐบาลลำบาก
นายอนุทิน ย้ำว่า หากไม่ได้เก้าอี้กระทรวงมหาดไทยก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน แต่ส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้ไม่มีเกมการเมืองอะไร ยืนยันว่า ภูมิใจไทย ไม่ให้แน่ เพราะเป็นไปตามข้อตกลง และตนยังมั่นใจว่า ตนเป็นรัฐมนตรีที่ยังไม่ทำอะไรให้กระทรวงมหาดไทยเสียหาย เพราะหากไปดูว่า มหิดลโพลที่ออกมาล่าสุด ก็ไม่มีชื่อของกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งข้อสำคัญ ตนได้สนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี อย่างออกนอกหน้ามาโดยตลอด ทั้งให้กำลังใจ และเชียร์ ยืนอยู่เคียงข้างนายกรัฐมนตรีมาทุกสถานการณ์ และเวลาแถลงข่าวก็ตนเองยืนอยู่หลังนายกรัฐมนตรีตลอด ส่วนที่วันนี้ไม่ได้ไปยืนเพราะ นายกรัฐมนตรี บอกแล้วว่า ต่อไปนี้จะให้ โฆษกรัฐบาลเป็นคนแถลงข่าว
ทั้งนี้นายอนุทิน ระบุอีกว่า ส่วนตัวไม่เคยมีการประเมินว่า หากพรรคภูมิใจไทยไม่อยู่ร่วมรัฐบาล จะมีเสียงข้างมากในสภาเพียงพอหรือไม่ เราคิดแต่ถึงข้อตกลง ความสัมพันธ์ที่ดี และการร่วมงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ชมตนเองตลอดเวลาในการทำงาน ซึ่งหากเรื่องใดที่ล่าช้า ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะโทรมาติดตามงาน หากติดขัดข้อกฎหมายด้านใด ตนก็จะชี้แจงอยู่เสมอ
ส่วนหากพรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้านจะทำให้รัฐบาลอยู่ครบวาระหรือไม่ นายอนุทิน มองว่า เรื่องนี้ต้องให้ผู้สื่อข่าวเป็นคนประเมินมากกว่า ซึ่งตนไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีต้องการกระทรวงมหาดไทย หรือเป็นใครกันแน่ที่ต้องการ เพราะเมื่อวานที่พูดคุยกันเพียง 3 คน คือ ตนเอง, นายกรัฐมนตรี และนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น ตนก็ลงมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องปรับ ครม. แต่จากนั้นก็มีคนเขียนข่าวว่า มี ซึ่งตนไม่รู้ว่า ใครต้องการ กระทรวงมหาดไทย แต่มั่นใจว่า มีความต้องการเกิดขึ้น พร้อมสงสัยว่า ทำไมต้องมาลงที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงนี้สำคัญอะไรนักหนา
เมื่อถามว่า เป็นเพราะต้องการให้ผลักดันกฎหมาย “กาสิโน” และการพนันออนไลน์หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ความจริงตนควรโล่งอก จะได้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และตนเองได้แจ้งนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่า กฎหมายการพนันออนไลน์ และ ร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลคัดค้านอยู่ เช่น พรรคประชาชาติ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยขวาง และพร้อมเห็นชอบทุกอย่าง หากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นพร้อมต้องกันทั้งหมด
สำหรับการประชุมพรรคเมื่อวานนี้ ตนได้สื่อสาร แต่ข่าวว่ามีความพยายามที่จะดึงกระทรวงมหาดไทย แลกกับกระทรวงอื่น ๆ ซึ่งตนก็ไม่ทราบ และหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องขอ ฉันทานุมัติจากสมาชิกตัดสินใจว่า ให้วางใจในตนเองว่า จะตัดสินใจให้เป็นประโยชน์ที่สุด ซึ่งสมาชิกพรรคก็บอกว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นพรรคภูมิใจไทยเพียงพรรคเดียวที่ถูกปรับเปลี่ยน ทั้งที่เป็นพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลมาโดยตลอด เช่นไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เพราะหากยกสองมือได้ ก็จะยกทั้งสองมือ หรือกฎหมายงบประมาณ ที่ สส.พรรคภูมิใจไทยอยู่โหวตครบ ขณะพรรคอื่นมี สส.ลา
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ระบุอีกว่า ณ ขณะนี้ ยังไงก็เปลี่ยนกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ นอกเสียจากจะมีการสับเปลี่ยน หรือ Reshuffle คณะรัฐมนตรีใหม่ทั้งหมด คุยใหม่หมด แบบมีการคุยกัน ไม่แยกคุยว่า พรรคร่วมรัฐบาลยุคนี้จะเอายังไง ซึ่งแบบนี้ก็จะถือว่า มีเหตุผล เพราะตนไม่ใช่คนดื้ออะไร ซึ่งต้องมีเหตุผล