ความคืบหน้า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 โดยอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.เป็นโจทย์ ส่วนจำเลยคือนายทักษิณ ชินวัตร นัดนี้เป็นนัดที่ 5 ในการไต่สวนการบังคับโทษนายทักษิณ ชินวัตร
ซึ่งกลุ่มพยานที่เข้าเบิกความวันนี้มี 6 ปาก เป็นกลุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ และทีมแพทย์ผู้ทำการรักษา นายทักษิณ ชินวัตร นับแต่วันที่ 23 ส.ค. 2566 จนได้รับการพักโทษ 17 ก.พ. 2567 โดยช่วงเช้าศาลไต่สวนพยาน 3 ปาก
พยานปากแรก อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ในช่วงเวลาที่มีการรับตัวนายทักษิณเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ เข้าเบิกความต่อศาล ในประเด็นการรับนายทักษิณเป็นคนไข้สู่กระบวนการรักษาเป็นไปตามระเบียบการรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลหรือไม่ โดยเฉพาะการให้ไปอยู่ในห้องพักชั้น 14 ซึ่งอ้างอิงว่าเป็นห้องแยกการรักษา ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 แต่พยานปากนี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรักษา เพียงแต่รับทราบจากการรายงานของแพทย์ที่รับตัว
นอกจากนี้ศาลยังได้ย้ำถามว่ามีนักโทษรายอื่นจากเรือนจำได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 อีกหรือไม่ ซึ่งพยานยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้จะส่งภายหลัง และยังไต่สวนในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินที่สืบเนื่องไปถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งยารักษาโรค ห้องพักผู้ป่วย ที่พบว่าจากใบเสร็จ 27 ใบ มีข้อมูลเกี่ยวกับยารักษาโรคเพียง 9 ใบ ที่เหลือเป็นใบเสร็จเกี่ยวกับ ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือดและค่าห้องพัก
ต่อด้วย พยานอีกรายคือแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ที่เข้ารับตำแหน่งในช่วงกลางเดือน ต.ค. 2566 เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับในช่วงที่นายทักษิณไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งนั้นเป็นนายแพทย์ สบ.8 โดยประเด็นการไต่สวนประเด็นเดียวกันกับปากแรก ซึ่งพยานปากนี้เบิกความต่อศาลประเด็นห้องพักรักษาของนายทักษิณเป็นห้องพิเศษ ซึ่งเป็นการเบิกความขัดกันกับพยานก่อนหน้านี้ที่ให้ข้อมูลต่อศาล รวมถึงประเด็นการรักษาว่ากรณีนายทักษิณเป็นผู้ป่วยเข้าขั้นวิกฤตส่งตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลไม่ได้ไปห้องฉุกเฉินหรือห้องไอซียู แต่ส่งตัวไปชั้น 14 เนื่องจากมีการประสานส่งตัวไว้
รวมถึงการไต่สวนประเด็นอาการป่วยของนายทักษิณ ที่แพทย์จากเรือนจำได้ส่งประวัติมารักษา แต่ในข้อเท็จจริงการรักษาอ้างอิงจากโรคที่ระบุมานั้นไม่มีการผ่าตัดกระดูกคอทับเส้นประสาท หรือโรคที่อ้างอิงตามใบแจ้งจากแพทย์เรือนจำ แม้ว่าแพทย์คนนี้จะทำแผนการรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกคอ แต่สุดท้ายไม่ได้มีการผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ทั้งนี้มีการผ่าตัดในอาการอื่น โดยเป็นอาการที่เกิดขึ้นระหว่างที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ คือ การผ่าตัดนิ้วล็อค และการผ่าตัดเส้นเอ็นไหล่ฉีก ซึ่งข้อมูลการผ่าตัดนิ้วล็อคนั้นแพทย์เบิกความย้อนแย้งกัน ระหว่างแพทย์ที่อ้างอิงอาการจากเรือนจำพิเศษ กับแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ
จากนั้นพยานเบิกความปากที่ 3 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำรวจที่รับตัวนายทักษิณเข้ารักษาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 พยานปากนี้ศาลใช้เวลาไต่สวน 1.30 ชม. ซึ่งศาลได้ซักรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์รับตัวนายทักษิณเข้ารับการรักษา รวมไปถึงกระบวนการรักษา โดยถามรายละเอียดเกี่ยวกับบันทึกการรักษาตั้งแต่รับตัวนายทักษิณไปจนถึงวันที่นายทักษิณออกจากโรงพยาบาล ที่ให้พยานปากที่ 3 ไล่อ่านบันทึกการรักษา ที่พบว่าบางอาการไม่ได้มีบันทึกไว้ ถือว่า ยังเข้าขั้นป่วยวิกฤตและสามารถกลับได้หรือไม่ ซึ่งนายแพทย์ชนะ ได้ให้ความเห็นว่าบางอาการถือว่าไม่วิกฤตและสามารถกลับได้ นอกจากนี้ยังสอบถามถึงการใช้ยา รักษาอาการป่วย ที่ไม่ระบุอยู่ในใบเสร็จค่ารักษา
ทั้งนี้ศาลยังได้ถามถึงการเขียนใบให้ความเห็นแพทย์ เรื่องการขยายเวลารักษาตัว 120 วันรวมถึงสอบถามใน ประเด็นที่ว่ามีเจ้าหน้าที่จากราชทัณฑ์ได้ประสาน สอบถามอาการ ของผู้ป่วยหรือไม่ซึ่งนายแพทย์ชนะบอกว่า ไม่เคยมีใครสอบถามมา
นอกจากนี้ศาลยังสอบถามถึงผู้คุม ว่าได้ปฏิบัติการอยู่ตลอดหรือไม่ พยานปากที่ 3 ระบุว่า พบผู้คุมทั้งในห้องและหน้าห้องโดยก่อนเข้าตรวจจะต้อง ถูกเก็บโทรศัพท์ไว้ ขณะที่เวลาเข้าตรวจนายทักษิณบางครั้งจะนอนอยู่บนเตียงคนไข้และบางครั้งจะนั่งอยู่บริเวณโซฟา
ศาลถามถึงการคำนึงข้อกฎหมาย และความรับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่ง พยานปากที่ 3 ตอบใจความว่า “ คิดแค่ว่าเป็นหมอ รักษาผู้ป่วย ไม่คิดว่าจะต้องมาขึ้นศาล” ก่อนจะใช้มือปาดน้ำตา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการเบิกความของพยานปากนี้มีท่าทีกังวลอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เข้าไปในห้องพิจารณาคดีบริเวณคอก มีการขอกระดาษปากกาเพื่อจดคำถาม บางช่วงบางตอนระหว่างที่ศาลกำลังซักพยานปากนี้ยังยกมือพนมไหว้ขอโทษศาลตลอดเวลาที่ตอบคำถาม
ทั้งนี้ศาลได้ขอให้พยานส่งหลักฐานเอกสารเพิ่มเติม 2 เรื่อง 1. ข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษที่เข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และ2. เอกสารออร์เดอร์ดอกเตอร์ชีท หรือบันทึกการรักษาของแพทย์