วันที่ 21 ก.ค. 2568 หลังเสร็จสิ้นการประชุมของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. แถลงข่าวสรุปการประชุมกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนรักษาความสงบในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี และเรื่องสถานการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม โดยพลเรือตรีสุรสันต์ เปิดเผยว่าในส่วนของความมั่นคงมีสองประเด็น คือเรื่องการพิสูจน์ทราบทุ่นระเบิด และเรื่องปราสาทตาเมือนธม
โดยกรณีเรื่องการพิสูจน์ทราบทุ่นระเบิดนั้น หลังจากเกิดเหตุ ทางการไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดไปพิสูจน์ทราบ ในวันที่ 18 ก.ค. 68 โดยพบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเส้นปฏิบัติการ 130 เมตร โดยจุดวางทุ่นระเบิดนั้น อยู่บนเส้นทางลาดตระเวนตามแนวชายแดนของฝ่ายไทย พบเศษวัสดุระเบิดของชนิด PMN-2 โดยจุดแรกอยู่ห่างจากต้นพญาสัตตบรรณประมาณ 50 เมตร ใกล้คูเลตที่ทหารกัมพูชาเคยขุดไว้ และเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจุดนั้นตรวจพบอีก 3 ทุ่น ส่วนจุดที่ 2 พบอีก 5 ทุ่น ห่างจากจุดแรกประมาณ 100 เมตร รวมแล้ววันนั้นเจอ 7 ทุ่น
จากการตรวจพบยืนยันว่าทุ่นระเบิดทั้ง 7 ทุ่น เป็น PMN-2 สภาพใหม่พร้อมทำงาน ปรากฏตัวอักษรชัดเจนข้างตัวทุ่นระเบิด ซึ่งตัวทุ่นระเบิดนี้ประเทศไทยไม่เคยมี นอกจากนั้นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเป็นระเบิดใหม่ สภาพจุดที่วางยังไม่มีวัชพืชใดปกคลุม และยังพบร่องรอยของการขุดเพื่อวางทุ่นระเบิดด้วย ซึ่งเมื่อปี 2565 กองทัพได้ดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ช่องบกไปแล้ว โดยไม่พบระเบิดชนิด PMN-2 เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเป็นระเบิดใหม่ คาดว่าเป็นการวางหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 นอกจากนี้ในวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ก็ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดอีกสองจุด เป็นชนิด PMN-2 โดยอยู่ห่างจากจุดเกิดระเบิดเดิม ประมาณ 20-30 ซม. ซึ่งชี้ชัดว่ามีการวางใหม่เพิ่มเติมอีก มีเป้าหมายเพื่อสังหารบุคคลและเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน รวมถึงเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทย
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางกองทัพได้ยกระดับมาตรการการปฎิบัติอย่างเข้มข้นขึ้น หน่วยในพื้นที่ได้รับคำสั่งให้เพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวนในพื้นที่ แล้วก็มีการเตรียมความพร้อมสูงขึ้นตามหลักการปฎิบัติของกฎการใช้กำลังของกองทัพ ในส่วนของระดับส่วนกลางกองทัพไทยโดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ก็ได้ออกหนังสือประณามการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจนเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ทางกองทัพจะเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร รวมถึงผู้แทนกองทัพประเทศต่างๆ มารับฟังคำชี้แจงเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในเร็วๆ นี้
ขณะที่เรื่องปราสาทตาเมือนธม ทางฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ร่วมหารือเพื่อแก้ไขและหามาตรการในการจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างนักท่องเที่ยวทั้งสองฝ่ายอีก โดยมีการกำหนดมาตรการดังนี้
1. หากมีปัญหาจากนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นชาติใด ก็จะให้เจ้าหน้าที่หรือชุดประสานงานของชาตินั้นเป็นผู้จัดการ โดยจะเชิญตัวนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่
2.กรณีเกิดปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาให้ชุดประสานงานในพื้นที่ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะจัดไว้ 7 นาย ให้เป็นผู้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ไม่มีการเรียกชุดกำลังเสริมหรือชุดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าหรือลดการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย
3.ขอให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการคัดกรองนักท่องเที่ยวของแต่ละฝ่ายก่อนที่จะเข้ามาเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม
ทั้งนี้ยืนยันว่ามาตรการทั้ง 3 มาตรการ มีผลบังคับใช้แล้ว และทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันในการดำเนินการ นอกจากนั้นฝ่ายไทยเองยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวโดยได้จัดชุดอาสาสมัครทหารพรานหญิง มาอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ทั้งนี้เราเป็นห่วงนักท่องเที่ยวไทยที่มาเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม อยากให้มีความปลอดภัย เป็นไปตามคติของทาง ศบ.ทก. ว่า รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ