ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ มักถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในกำลังสำคัญของกลุ่มการเมืองตระกูลชิดชอบแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ และล่าสุดชื่อของเขากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์เสนอชื่อให้ลงชิงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการลงมติที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 15 มีนาคม 2569
โสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เป็นบุตรของกำนันสนั่น ซารัมย์ สมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ
มีบุตร 3 คน หนึ่งในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์
โสภณ สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โดยมีพี่ชายคือ สมบูรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์
ภายหลังจากการสูญเสียบุตรชาย เขาได้ก่อตั้ง “มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง)” และดำรงตำแหน่งประธาน
เส้นทางการเมือง
โสภณเริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากการได้รับเลือกตั้งเป็น สส. จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี 2544 ในนามพรรคชาติไทย ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2548 และพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2550 ภายหลังการยุบพรรค ได้ย้ายเข้าสู่พรรคภูมิใจไทย โดยเป็นคนใกล้ชิดของเนวิน ชิดชอบ และยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และต่อมาในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26
เส้นทางในตำแหน่งรัฐมนตรี
โสภณ ซารัมย์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ช่วงปี 2553 เขาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ–บางใหญ่) มูลค่า 36,055 ล้านบาท โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ามีการปรับลดโครงการเหลือเพียง 1 โครงการ แต่ใช้งบเท่าเดิม และเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน 2 ราย ทำให้รัฐสูญเสียเงินกว่า 6,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การลงมติปรากฏว่าโสภณได้รับเสียงไว้วางใจ 234 เสียง และไม่ไว้วางใจ 196 เสียง ผ่านการพิจารณาของสภา
เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวซารัมย์ คือการสูญเสีย นายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ “สจ.เติ้ง” บุตรชายคนโต ซึ่งถือเป็นดาวรุ่งทางการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ จากอุบัติเหตุอย่างกะทันหัน การจากไปครั้งนั้นไม่เพียงสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ โสภณ ซารัมย์ ที่เลือกเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นพลังในการทำงานเพื่อสังคม
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว โสภณได้ก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของบุตรชาย พร้อมใช้เป็นช่องทางในการช่วยเหลือประชาชนและทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ทายาทอีกสองคนของครอบครัวซารัมย์ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสานต่องานของครอบครัวแทนพี่ชายที่จากไป ทั้งในด้านงานสาธารณะและกิจกรรมเพื่อสังคม
น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ หรือ “ลูกตั๊ก” บุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลงานเบื้องหลังของครอบครัวและมูลนิธิ โดยรับผิดชอบการบริหารจัดการงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด แม้จะไม่ได้ลงเล่นการเมืองเหมือนบิดา แต่เธอถือเป็นผู้ดูแลระบบงานและภาพรวมของมูลนิธิ รวมถึงการบริหารธุรกิจของครอบครัว ควบคู่ไปกับการประสานงานกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ และมักปรากฏตัวเคียงข้างนายโสภณในงานสังคมและกิจกรรมการกุศลอยู่เสมอ
บทบาทดังกล่าวทำให้นายโสภณสามารถทุ่มเทเวลาให้กับภารกิจทางการเมืองระดับประเทศได้อย่างเต็มที่
ส่วนบุตรชายคนเล็ก นายปวริศร์ ซารัมย์ หรือ “ลูกต้อ” ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่น เพื่อสานต่อแนวทางของพี่ชายที่จากไป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ (สจ.) เขตอำเภอลำปลายมาศ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในการผลักดันกิจกรรมของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ ในระดับชุมชน เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้เปราะบาง ตามเจตนารมณ์ของครอบครัวซารัมย์ที่ต้องการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา โสภณ ได้หวนคืนสู่บทบาทในฝ่ายบริหารอีกครั้ง หลังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยได้มีมติส่งชื่อเขาเป็นแคนดิเดตตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอชื่อ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1
สำหรับการเดินเกมการเมืองในครั้งนี้ ทั้งในบทบาทรองนายกรัฐมนตรีและการถูกเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ โสภณยังคงได้รับกำลังใจสำคัญจากครอบครัว โดยเฉพาะบุตรที่ยังคงอยู่ รวมถึงแรงบันดาลใจจากเจตนารมณ์ของบุตรชายคนโตที่สืบต่อผ่านการทำงานของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ ส่งผลให้ก้าวย่างทางการเมืองของโสภณในวัย 67 ปี ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลังในการทำงาน