ถือเป็นช่วงเวลาหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับการเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งว่าง ซึ่ง กกต.กำหนดให้เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายนนี้
ซึ่งในวันนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2 คน คือ น.ส.ภูริกา สมหมาย ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย เบอร์ 1 และ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 2 ต่างก็ลงพื้นที่หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายกันอย่างเข้มข้น
โดย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งโค้งสุดท้ายว่า ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบ เคาะประตูบ้าน พบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตัวต่อตัว รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่มีการเปิดด่าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดนอย่างแท้จริง ซึ่งการลงสมัครครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสนอตัวบุคคล แต่คือการเสนอนโยบายและความพร้อมทั้งจากตัวเองและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เราพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นปากเสียงแทนพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 แก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปุ๋ยแพง และการเยียวยาผลกระทบชายแดน
"วันนี้พี่น้องศรีสะเกษเขต 5 ศรีสะเกษ เห็นชัดเจนแล้วว่า การฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้จริง ซ้ำยังสร้างปัญหาความเชื่อมั่นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนยังใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง ในขณะที่ภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่พูดลอยๆ แต่ทำได้ ทำจริง” น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าว
น.ส.จินณ์ตวรรณ ยังกล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้สะท้อนว่าคนในพื้นที่กังขาเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สัมผัสความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องได้ เศรษฐกิจถดถอย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันสำปะหลังบางช่วงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 1 บาท ข้าวราคาต่ำสุดในรอบ 17 ปี และปัญหาชายแดนยังไร้ทิศทางแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงกรณีคลิปเสียงอังเคิล ยังทำให้เกิดความขัดแย้ง การสู้รบ และนำ มาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความกังวลจะเกิดสงครามมาถึงทุกวันนี้
ด้าน น.ส.ภูริกา สมหมาย ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้งซ่อม พร้อมเน้นย้ำจุดยืนทางการเมือง ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะอยู่ในขั้วรัฐบาลหรือว่าฝ่ายค้าน แต่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ทุกคะแนนเสียงของประชาชน จะต้องมีความหมาย ทุกนโยบายจะต้องมาจากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก และต้องได้ใช้ประโยชน์จริง
โดย น.ส.ภูริกา กล่าวว่า ในเมื่อเสียงประชาชนข้างมาก จากการเลือกตั้งไม่มีความหมาย สุดท้ายได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมาบริหารประเทศ มองข้ามเสียงประชาชน ดูถูกเกียรติยศศักดิ์ศรีของประชาชน คนยากคนจน ถึงเวลาเราชาว อ.ขุนหาญกับ อ.สิงห์ จ.ศรีสะเกษ จะต้องแสดงออกถึงพลังอำนาจของประชาชนในการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งพรรคเพื่อไทยทุกคยุคทุกสมัย เคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่เคยมองข้ามเสียงของประชาชน ทำหน้าที่ตามครรลองระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยสร้างความบิดเบี้ยวให้กับประชาธิปไตย
น.ส.ภูริกา กล่าวอีกว่า ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยทุกยุคทุกสมัยมีนโยบายชัดเจน เข้าถึงประชาชนคนยากคนจน ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง หลายครั้งพรรคเพื่อไทยถูกยุบพรรค ถูกรัฐประหาร เพราะให้อำนาจประชาชน ทำลายอำนาจทางการเมือง มาถึงวันนี้ถึงเวลาพี่น้องประชาชน จะต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของประชาชน คืนอำนาจประชาชน สนับสนุนพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่ข้างประชาชน เลือกตนเข้าไปทำงานกับพรรคเพื่อไทย สานต่อนโยบายพัฒนาที่เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน