นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย บอกว่า ที่มีแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” นี้นั้น เป็นเพราะ แม้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพียงแค่ 4 เดือน แต่กลับมีภารกิจแอบแฝงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งหายนะ 4 ด้าน
ได้แก่ หายนะที่ 1 การขาดโอกาส จากนโยบายของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับรากฐานการลดค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ซึ่งถูกรัฐบาลใหม่ปัดตกทั้งหมด
หายนะที่ 2 การขาดคนมีฝีมือ เนื่องจากรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลนอมินีบุรีรัมย์ มีรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้าคอนเนกชัน ซึ่งนายกฯเลือก“คนที่เชื่อมือ และคนใกล้ชิด” เข้าไปทำงาน
หายนะที่ 3 การขาดความโปร่งใส จากการวางตำแหน่งรัฐมนตรีมาจากบ้านใหญ่สีน้ำเงิน ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับ สองคดีใหญ่ คือ เขากระโดง และฮั้ว สว. ซึ่งความโปร่งใสไม่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อผู้บังคับกฎเกณฑ์มี ‘เจ้านาย’ ที่ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็น ‘นายใหญ่บุรีรัมย์’
และหายนะที่ 4 คือ การขาดอนาคตประชาธิปไตย หลังได้รับ "ตั๋วช้างสีส้ม" แม้จะมีการอ้างว่า ทำไปด้วยเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติ แต่ปลายทางที่รัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเดินไป โดยมีพลพรรคสีส้มเป็นผู้ให้กำเนิดนี้ อาจจะนำไปสู่หายนะที่ไม่มีวันย้อนกลับ
เป็น 4 เดือนยุบสภา หรือจะเป็น 4 เดือนยุบคดี เป็น 4 นโยบายรัฐบาลอนุทิน หรือจะเป็น 4 ข้อหายนะ? ตรงนี้ เป็นเพียงการเกริ่นเรื่อง เนื้อหาชุดใหญ่ พรรคเพื่อไทยพร้อมจัดเต็มโดยไม่ออมมือ ไม่ต้องคอยค้ำยันให้รัฐบาล และเราจะใช้เวลา 6 ชั่วโมงอย่างคุ้มค่า เพื่อชี้ให้เห็นปัญหา ผลกระทบ และหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดนี้
นอกจานี้ เรื่องการยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะ การได้มาซึ่ง สสร. ซึ่ง ขณะนี้มีทั้งร่างของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
นายดนุพร ยังบอกว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขณะที่ร่างของพรรคประชาชน และเพื่อไทย ก็อาจถูกคุมกำเนิด เพราะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3
การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตาม MOA ส้ม-น้ำเงิน ในครั้งนี้อาจจะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ เพราะในท้ายที่สุดแล้วผู้ที่จะกำหนดว่าใครจะได้เป็น สสร. จะมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ในคราบ สว. สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวันจากการรดน้ำพรวนดิน บำรุงด้วยแร่ธาตุสารสีส้ม ซึ่งจวนเจียนจะมีสมาชิกถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาเต็มที ดังนั้น ปลายทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะไม่ใช่สิ่งดีงาม อย่างที่พรรคประชาชนคาดหวัง
และสภาพการณ์นี้จะกลายเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่า ที่ปลดปล่อยหายนะออกมา และปิดขังความหวังเอาไว้ด้านใน ฉะนั้นเพื่อเป็นการหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น พรรคประชาชนในฐานะที่เป็นผู้ทำคลอดรัฐบาลสีน้ำเงินนี้มากับมือ ไม่เพียงแต่เข้าไปพูดคุยเจรจากับคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ เท่านั้น
แต่ต้องตั้งโต๊ะพูดคุยเจรจาอย่างเปิดเผยระหว่างพรรคประชาชน ในฐานะฝ่ายค้ำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ สว. ในฐานะตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำการเมืองให้ตรงไปตรงมา อย่างที่เคยป่าวประกาศ จะดีลอะไรกัน จะแลกเปลี่ยนอะไร ก็ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย