นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน วิเคราะห์ถึงผลการเจรจาข้อตกลงระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภาษีทรัมป์ และบันทึกความเข้าใจเรื่องแร่หายาก (Rare Earth) ในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD36 โดยชี้ว่า ขณะนี้มีสองเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ เรื่องของภาษีทรัมป์ และ MOU แร่หายาก
นายวีระยุทธ เปรียบเทียบการเจรจาภาษีทรัมป์ว่าเข้าสู่ยกที่ 3 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายที่จะตัดสินผลแพ้ชนะ ยกแรกเริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน โดยมีการประกาศตัวเลขที่ 36% ซึ่งไทยเกือบจะโดนน็อก
พอเข้าสู่ยกที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทีมไทยแลนด์ในยุครัฐบาลเพื่อไทยภายใต้การนำของ พิชัย ชุณหวชิร สามารถเจรจาจนลดภาษีลงเหลือ 19% ได้
ปัจจุบันเป็นการเจรจาเข้าสู่ยกที่ 3 ซึ่งมีแถลงการณ์ร่วม เป็นโค้งสุดท้าย โดยรัฐมนตรีพาณิชย์ตั้งเป้าจะให้จบภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 8 สัปดาห์
นายวีระยุทธเน้นย้ำว่า ข้อดีของการเข้าสู่ยกที่ 3 คือทำให้เราได้เห็นอาวุธของเพื่อนบ้านและคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ว่าพวกเขาใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยน อยากให้เราเหลือบมองเพื่อนบ้านบ้าง
นายวีระยุทธ ชี้ว่า สหรัฐฯ แทบจะบังคับให้ทุกประเทศช่วยกันซื้อเครื่องบินเพื่อต่อรองเรื่องการลดภาษี โดยไทย มีการจัดซื้อมากที่สุดคือ 80 ลำ มูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท
เวียดนาม เริ่มต้นด้วยภาษี 46% ลดเหลือ 20% โดยรวมแล้วได้อัตราส่วนการลดที่มากกว่าไทย แต่ซื้อเครื่องบินเพียง 50 ลำ ขณะที่ มาเลเซีย ซื้อเพียง 30 ลำ ลดจาก 24% เหลือ 19% เท่ากับไทย และยังเสนอเรื่องอื่น ๆ เช่น Semiconductor, ส่วนประกอบอากาศยาน และ Data Center
ปัจจุบัน ไทยและเวียดนามยังอยู่ในขั้น Framework หรือ กรอบเจรจา ซึ่งหมายความว่ายังพอมีเวลาต่อรองเพื่อเข้าสู่ขั้น Agreement หรือ ข้อตกลง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตัวเลขที่ลงไปแล้วอาจเป็นเรื่องยาก
นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างยุทธศาสตร์ของเวียดนามที่ใช้คำที่คลุมเครือในแถลงการณ์ร่วม เช่น สินค้าเกษตร เวียดนามระบุว่าจะซื้อ 2,900 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ระบุประเภทสินค้า ต่างจากไทยที่ระบุเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และพลังงาน
นอกจากนี้ ในเรื่อง การถ่ายโอนข้อมูลดิจิทัล ไทยยอมเซ็นในส่วนที่ระบุว่าเป็นการ "free transfer" (ถ่ายโอนแบบเสรี) ในขณะที่มาเลเซียตัดคำว่า "เสรี" ออก และระบุว่าการถ่ายโอนต้องมี "การคุ้มครองที่เหมาะสม" (appropriate protection) ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจดุลพินิจให้มาเลเซียในการตัดสินใจว่าจะส่งต่อข้อมูลยุคดิจิทัลอย่างไร
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับ MOU เรื่องแร่หายาก ถือเป็นเพียง ยกที่ 1 ของการเจรจา นายวีระยุทธเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยฉบับแปลเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งตัว Joint Statement และ MOU เพื่อให้สังคมทราบว่าไทยให้อะไรกับสหรัฐฯ ไปบ้าง
แม้ว่า MOU สามารถยกเลิกได้ในทางกฎหมาย แต่หากยกเลิกเร็วเกินไปภายในไม่กี่เดือน จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก
นายวีระยุทธชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง MOU ของไทยและมาเลเซียอย่างน้อย 3 จุดสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้เอกสารแม่แบบเดียวกัน ได้แก่
- การแบ่งปันข้อมูล MOU ของไทยระบุว่าจะแชร์ข้อมูลและความรู้ (information, knowledge) แต่มาเลเซียระบุว่าจะแชร์เฉพาะข้อมูลที่ "เกี่ยวข้องและจำเป็น" เท่านั้น (relevant and necessary) ซึ่งเป็นการควบคุมการ์ดที่ดีกว่า
- โอกาสในการลงทุน MOU ของไทยใช้คำว่า "first opportunity to invest" หรือ โอกาสแรกในการลงทุน ซึ่งเป็นการล็อกตัวเราเองว่าจะต้องให้สิทธิ์สหรัฐฯ เป็นเจ้าแรก แต่มาเลเซียใช้คำว่า "to work in good faith" หรือ จะพยายามอย่างดีที่สุด ซึ่งไม่ได้ล็อกข้อผูกมัดทางกฎหมายไว้
- ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับไทย ไทยเซ็น 5 ข้อ ในขณะที่มาเลเซียเซ็นเพียง 4 ข้อ ข้อที่ 5 ที่มีเฉพาะใน MOU ของไทย คือ การที่ไทยต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประมูลโครงการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแก่สหรัฐฯ "โดยเร็วที่สุด" ข้อนี้ไม่มีอยู่ใน MOU ของมาเลเซีย
นายวีระยุทธ กล่าวว่า หากมองตามหลักการแล้ว มาเลเซียมีการ "ตั้งการ์ดสูง" กว่า โดยไม่ล็อกตัวเองจนเกินไป รัฐบาลไทยควรใช้ยุทธศาสตร์ร่วมกับเพื่อนบ้านอาเซียน โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และกำหนดเงื่อนไขให้ตรงกัน เช่น หากมาเลเซียเซ็นแค่ 4 ข้อ ไทยก็ควรเซ็นแค่ 4 ข้อ เพราะสหรัฐฯ มีความพยายามที่จะ "ชกแยก" หรือเจรจาแบบเดี่ยวต่อเดี่ยวกับแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วง 8 สัปดาห์สุดท้ายของการเจรจาภาษีทรัมป์ รัฐบาลควรจัดทำวาระรายสัปดาห์ เพื่อพูดคุยกับผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีถึง 4,900 รายที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และเตรียมมาตรการเยียวยาหรือปรับโครงสร้างสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เพราะปัญหาหลักคือเกรงว่าไทยจะให้มากกว่าที่ควรให้เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และผลกระทบต่อปากท้องของแรงงานและผู้ส่งออก