วันที่ 23 พ.ย.2568 นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยถึงว่า ได้รับมอบหมายจากนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้เปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและทิศทางในอนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่การยุบพรรค หรือ การล่มสลายของพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เป็นการ ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน ยืนยันว่า พรรคชาติไทยพัฒนา จะยังคงดำรงสถานะความเป็นพรรคการเมืองและสถาบันทางการเมืองสืบต่อไป
ส่วนเหตุผลและความจำเป็นสำคัญที่คณะ สส. ต้องตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยมี 4 ข้อ คือ 1. การก้าวข้ามข้อจำกัดของพรรคขนาดเล็ก เพราะที่ผ่านมาการทำงานต้องเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะกติกาการเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หรือ บัญชีรายชื่อ ที่ทำให้พรรคเสียเปรียบและยากที่จะรวบรวมเสียงให้ได้จำนวน สส. ที่มากพอในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะด้านนิติบัญญัติ
2. อุปสรรคทางด้านการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาปากท้องและความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งการไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ เป็นการเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้จริงและเป็นรูปธรรม 3. อุดมการณ์ร่วมในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ เพราะพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนที่ตรงกันกับพรรคชาติไทยพัฒนาในการเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 4. การร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การย้ายไปร่วมงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการขอการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงในสภาจำนวนมาก เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิด รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับใหม่ให้สำเร็จ
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของพรรคต่อจากนี้ ทางพรรคเตรียมเสนอชื่อ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค ให้กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการรักษาบ้านหลังเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา และสมาชิกอาวุโสในอดีตได้สร้างไว้ ย้ำว่า ยังคงรักษา ‘ค่ายเดิม’ หรือ พรรคชาติไทยพัฒนาไว้ ภายใต้การนำของนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งยินดีและได้รับการตอบยืนยันมาแล้ว
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งในปี 2569 พรรคชาติไทยพัฒนา จะส่งผู้สมัคร สส.ด้วยหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งหากว่านายวรวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาลาออกไป คาดว่าน่าจะลาออกหลังจากการยุบสภาแล้ว กรรมการบริหารพรรคชุดเก่าก็จะหมดสภาพไป โดยจะมีการจัดการเลือกใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งตนจะไปพูดแทนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ไม่ได้ แต่คิดว่าพอไปถึงจุดนั้น มันก็จะมีปัญหาในเรื่องของกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรวมถึงมีปัญหาเรื่องระยะเวลา และจะมีปัญหาในเรื่องของความสับสนระหว่างคนที่ไปและคนที่อยู่
เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่ามีผลกระทบต่อฐานเสียงในจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิกร กล่าวว่า ฐานเสียงที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทางพรรคก็ยังมีฐานเสียงอยู่ ซึ่งทาง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ก็จะพูดคุยกับฐานเสียงของพรรคก่อนการเลือกตั้งอยู่แล้ว ตนก็คิดว่าน่าจะคุยกันได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะนายวราวุธก็ได้มีการแถลงไปแล้วว่าปัญหาที่จังหวัดสุพรรณบุรีคือเรามีรัฐมนตรีอยู่เพียงคนเดียว ก็ช่วยได้แต่ผู้สูงอายุผู้สูงอายุคนพิการและเด็ก แต่เรื่องอื่นก็ยังไม่สามารถช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาพืชผล น้ำท่วม แทบจะช่วยไม่ได้เลย หลักการ คือ ถ้าอยู่แบบนี้ต้องมีองคาพยพและคนมาช่วย เราดูแลประชาชนไม่ได้
เมื่อถามย้ำว่า กลุ่มดังกล่าวจะมีโอกาสกลับมาที่พรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ตนไม่ทราบอยู่ที่สถานการณ์ข้างหน้า คงต้องปรับไปตามนั้น