นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ครม. มีมติเห็นชอบคำถามประชามติคำถามแรกเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งคำถามประชามติ ของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4) ที่ระบุว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ตามมติที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ส่งไปที่กกต.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า ครม.ได้อาศัย พรบ.ประชามติ และฉบับแก้ไข2568 มาตรา 9 วรรคสอง (4) และมาตรา 11 วรรคท้าย สามารถกำหนดวันทำประชามติแม้ระยะเวลา ไม่ถึง 60 วัน
และทำพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กพ. 69 ได้ และยังเห็นว่าช่วยประหยัดงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาท ในกรณีหากต้องจัดแยกกับวันเลือกตั้ง รวมถึงยังช่วยประชาชนไม่ต้องไปใช้สิทธิ์ ถึง 2 ครั้ง และหากไม่ไปครั้งใดครั้งหนึ่งก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการเลือกตั้ง และยังช่วยกกต. ไม่ต้องจัดเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ที่เสียทรัพยากรต่างๆอีกจำนวนมากด้วย
สำหรับสาเหตุที่ครม.ส่งคำถามไปสองคำถาม คือของ ครม.ใช้ช่องทางกฎหมายประชามติ มาตรา 9 (2) และ มาตรา 11 วรรคท้าย ที่ระบุว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” และส่งคำถามประชามติของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4) ที่ระบุว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568
เนื่องจากคำถามจากรัฐสภา อาจสุ่มเสี่ยง ว่าไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามกฎหมายประชามติ ตามมาตรา 16 ที่ระบุว่า การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “เห็นชอบ” ไม่สามารถใช้คำว่า “เห็นด้วยหรือไม่”ตามข้อเสนอของรัฐสภาได้
ทั้งหากส่งคำถามของรัฐสภาเพียงอย่างเดียว และกกต.ตีตก มีปัญหากันหมด และประชาชนก็จะเสียโอกาสในการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับวันเลือกตั้ง “ครม.จึงส่งคำถามเข้าไปประกบคำถามของรัฐสภาและยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจ และตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่ตกลงไว้ตามเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน และสอดรับการการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกด้วย” นายบวรศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่านายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชามติพร้อมกัน กับวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้เพราะระยะเวลาไม่ถึง 60 วันเพราะผิดกฎหมายประชามติ และอาจทำให้เป็นโมฆะ และ ครม.และกกต. ต้องชดใช้เงินกว่า 3 พันล้านบาท นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า นายสมชัยเคยอ่านกฎหมายประชามติ มาตรา 11 วรรคท้าย ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568 หรือเปล่า ขณะที่เรื่องดังกล่าวนี้ตนก็หารือกับกกต. ตั้งแต่พบกันเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.แล้วไม่มีปัญหาอะไร
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยังกล่าวถึงเรื่องการทำประชามติเพื่อ ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 2544 หรือไม่ ตนมีความเห็นเช่นเดียวกับ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีนายนพดล อินนา สว.เป็นประธาน แต่เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนุญมาตรา 169 (1) เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติเรื่องที่มีผลผูกพันต่อครม.ชุดใหม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ไม่ทำ เพราะถ้าทำแล้วเกิดความเสี่ยงว่าเป็นไปตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็จะทำให้การลงประชามติเสียไปได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ผิดคำพูด และได้ทำตามนโยบายที่แถลงไว้แล้ว แต่ติดขัดตรงมีปัญหาต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) ตามที่คณะการกฤษฎีกาให้ความเห็นมา