นายวรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เสนอมาตรการและนโยบายปราบปรามการทุจริตหรือ “โกงสีเทา” โดยระบุว่าการปราบโกงต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน เริ่มจากความมุ่งมั่นจริงจังของผู้มีอำนาจ พร้อมเสนอให้เพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท และต้องดำเนินการภายใน 15 วัน โดยไม่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนี้ นายวรงค์ยังเสนอให้เพิ่มอำนาจประชาชนสามารถฟ้องร้องคดีทุจริตต่อศาลได้โดยตรง
หากชนะคดี ประชาชนผู้ฟ้องร้องมีสิทธิ์ได้รับรางวัล เพื่อสร้างแรงจูงใจในการร่วมกันตรวจสอบการทุจริต
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การยกเลิกธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท และ 500 บาท โดยให้เหตุผลว่าเงินทุจริตหรือเงินสีเทาส่วนใหญ่มักถูกเก็บสะสมในรูปของเงินสด โดยเฉพาะธนบัตรมูลค่าสูง เนื่องจากการจ่ายสินบนหรือเงินทุจริตนิยมใช้เงินสด เพราะยากต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
นายวรงค์ระบุว่า หากมีการจ่ายเงินผ่านการโอน จะสามารถตรวจสอบหลักฐานและติดตามเส้นทางเงินได้ ขณะที่การจ่ายเป็นทรัพย์สิน เช่น สิ่งของหรืออาคารชุด ก็จะมีหลักฐานปรากฏเช่นกัน ส่วนกรณีการใช้บัญชีม้า สุดท้ายมักต้องมีการถอนเงินสดออกมาเพื่อส่งต่อเป็นทอด ๆ ซึ่งการส่งส่วยหรือการจ่ายเงินผิดกฎหมายที่ปรากฏตามข่าว ล้วนใช้เงินสดเป็นหลัก
พร้อมยกตัวอย่างว่า พรรคการเมืองบางพรรคที่มอบเงินให้ผู้สมัคร สส. ก็มักใช้เงินสด ทำให้บ้านนักการเมืองระดับใหญ่ในอดีตมักมีห้องลับสำหรับเก็บเงินสด และเคยมีกรณีบุกจับอดีตอธิบดีกรมทางหลวงรายหนึ่ง พบเงินสดธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวนหลายร้อยลังเก็บไว้ภายในบ้าน
นายวรงค์เห็นว่า การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท และ 500 บาท จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนสุจริตทั่วไป เนื่องจากสามารถใช้การโอนเงินแทนได้ ส่วนผู้สูงอายุก็ยังสามารถใช้ธนบัตรมูลค่า 100 บาท 50 บาท และ 20 บาทได้ตามปกติ
หากมีการประกาศยกเลิกภายในระยะเวลา 3 เดือน ผู้ที่นำเงินสดจำนวนมากมาฝากธนาคารจะต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงิน รวมถึงการเสียภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเปิดโปงเงินผิดกฎหมายได้
หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าวว่า พรรคจึงประกาศนโยบายยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท และ 500 บาท เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของนโยบายปราบปรามการทุจริต โดยยกตัวอย่างต่างประเทศว่า อินเดียเคยประกาศยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท และเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ขณะที่หลายเมืองในจีน เช่น นครเซี่ยงไฮ้ แทบไม่รับเงินสด และใช้การชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันเป็นหลัก