นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ทั้งกรณีเครนหล่นทับรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเครนถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อหาข้อเท็จจริงให้ได้ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นต้องหาวิธียกเลิกสัญญาให้ได้ ส่วนโครงการที่เหลืออีก 12-13 สัญญา ขอให้หยุดการดำเนินการในช่วงนี้ โดยให้วิศวกรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม เข้าไปตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ขอตั้งคณะกรรมการอีกหนึ่งชุด เพื่อกำกับดูแลการทำงานอีกชั้นหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายจะมีการหารือกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
กรณีนี้ถือว่าเป็นการเสริมเพื่อความมั่นใจของสาธารณะ เพราะจริง ๆ 2 เคสที่เกิดขึ้นใน 2 วัน ตนเชื่อว่าไม่มีอะไรที่บังเอิญขนาดนี้ ในโลกนี้น่าจะมีแค่ประเทศไทยที่เกิดในลักษณะเดียวกัน ที่สำคัญคือผู้รับเหมารายเดียวกัน
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้หารือกันหรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากความสะเพร่าหรือสาเหตุอะไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเราต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงและสอบสวน เพราะในที่ประชุมจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อทางวิศวกรรมสถานที่เราเชิญมากำลังเดินทางไปลงพื้นที่เกิดเหตุถนนพระราม 2 และเมื่อวาน (14 ม.ค.) ได้ลงพื้นที่อำเภอสีคิ้วแล้ว เพื่อไปดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และหาว่าความผิดเกิดจากส่วนไหนกันแน่
ส่วนเบื้องต้นจะดำเนินคดีกี่คดีกับผู้รับเหมา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะต้องดูว่าเกี่ยวข้องกับกี่หน่วยงาน หากพบว่าส่วนใดเกี่ยวข้องบ้างจะต้องดำเนินคดีเป็นทอด ๆ ผู้รับเหมาก็ส่วนหนึ่ง ที่ปรึกษาก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบหลายส่วน จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินคดีกี่กรณี แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินคดีในส่วนนี้ให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่า จากสองกรณีที่เกิดขึ้น บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ยังมีโครงการที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมอีกกี่โครงการ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 12-13 โครงการ แต่อย่างที่บอกเราได้สั่งให้หยุดการทำงานในขณะนี้ทั้งหมด จนกว่ากระทรวงคมนาคมจะอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ จะต้องมีการตรวจสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยที่แท้จริง เพราะตนคงรับแรงกดดันมากกว่านี้ไม่ไหว “ไม่ใช่เมื่อวานเคสหนึ่ง วันนี้เคสหนึ่ง และพรุ่งนี้มะรืนนี้ยังเกิดขึ้น ถ้ามีสงสัยว่าต้องกลับบ้านไปเลี้ยงหลานแล้ว”
เมื่อถามว่า จะยกเลิกสัญญาได้เมื่อไหร่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การยกเลิกสัญญาต้องมีเหตุผล ไม่ใช่อยากจะยกเลิกได้ก็ยกเลิก เพราะการยกเลิกสัญญา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคมในฐานะเจ้าของงาน แต่การจะยกเลิกคู่สัญญาจริง ๆ คือกรมบัญชีกลาง ดังนั้นในส่วนนี้กระทรวงคมนาคมคงทำอำนาจหน้าที่ที่ทำได้ แต่ 2 โครงการที่เกิดขึ้นล่าสุด ยกเลิกแน่นอน และการขึ้นบัญชีดำก็ต้องทำต่อเนื่องทันที ส่วนจะลดชั้นหรือไม่สามารถประมูลงานได้อีกนานเท่าไหร่ ต้องหารือกรมบัญชีกลางอีกครั้ง
เมื่อถามว่าจะถึงขั้นขึ้นบัญชีดำบริษัทอิตาเลียนไทยแบบถาวรโดยไม่ให้รับงานรัฐเลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็ต้องดู ไม่ใช่ผิดโครงการนี้แล้วไปพาลโครงการอื่น สมมติอีก 10 กว่าโครงการดำเนินการไม่ผิดอะไรเลย เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้มีงานลักษณะเดียว งานก่อสร้างโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ส่วนหนึ่ง และทางยกระดับของกรมทางหลวงก็ส่วนหนึ่ง ดังนั้นอาจมีงานชนิดอื่นซึ่งไม่เหมือนกัน เราก็ต้องว่าเป็นเรื่อง ๆ ไป ยืนยันว่าโดนแบล็กลิสต์แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของคณะกรรมการชุดนี้ ในเรื่องของคำว่าอิตาเลียนไทย คงต้องไปคุยกับเขาโดยเฉพาะ ในอนาคตต้องเชิญผู้บริหารระดับสูงมาหารือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นหลายกรณี
ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีการขุดเรื่องการลงนามในสัญญาสมัยที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะไปดูรายละเอียดว่าโครงการดังกล่าวเป็นการลงนามในยุคของนายศักดิ์สยามหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่ว่าการลงนามจะเกิดขึ้นในยุคใด รัฐมนตรีถือว่าเป็นพยานไม่ใช่ผู้ลงนาม ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีแม้จะมีความรับผิดชอบในฐานะเจ้ากระทรวง แต่รัฐมนตรีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง การลงนามก็ไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว แต่ละปีกระทรวงคมนาคมมีการลงทุนถึงแสนกว่าล้านบาท และมีทั้งโครงการเล็กและโครงการใหญ่เป็น 10 เป็น 100 กว่าโครงการ แน่นอนว่ารัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้นำเสนอเนื้องาน แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญา เพราะในแต่ละสัญญาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้ลงนาม ส่วนการประมูลทุกอย่างกรมบัญชีกลางเป็นผู้เสนอว่า ผู้ที่ยื่นประมูลผ่านคุณสมบัติหรือไม่ ตรงนี้มีการแบ่งหน้าที่กัน จึงขอชี้แจงให้เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ยุคใดใครเป็นผู้ลงนามสัญญา ตนคิดว่าไม่ใช่ประเด็น สมมติว่าเซ็นในวันนี้ อีก 20 ปีเกิดพัง สิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้หมด ดังนั้นขอให้ดูที่เนื้องาน อย่าไปเจาะจงว่าเป็นความผิดของใคร และอย่านำทุกเรื่องมาเป็นมิติทางการเมือง ตนเข้าใจว่าก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง การทำลายเครดิตของแต่ละฝ่ายมีมากมาย แต่ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า การต่อสู้ทางการเมืองอย่านำปัญหามาปะปนกับการทำงานของแต่ละกระทรวง เพราะเข้าใจว่าพรรคภูมิใจไทยช่วงนี้อาจมีเรตติ้งที่ดีขึ้น ก็อาจมีการเตะตัดขากันบ้างเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวล ถือว่าเกมก็คือเกม