วันนี้ (2 ก.พ.69) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวรภพ วิริยะโรจน์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาที่ศาลเพื่อยื่นเอกสารทำเรื่องขอประกันตัว ก่อนวันนัด ในคดีที่บริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้ง 3 คน เป็นจำเลยในข้อหา "หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา" พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้าน รวมทั้งหมด 300 ล้านบาท
โดยกรณีของนายณัฐพงศ์ เป็นกรณีการแถลงข่าว ที่พรรคประชาชน พูดถึงโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาล ส่วนกรณีของนายศุภโชติ และนายวรภพ เป็นกรณีของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในรัฐสภา
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้มาดำเนินการเรื่องเอกสารในการขอประกันตัวจากการที่ตนเองกับนายศุภโชติ และ นายวรภพ ถูกบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นคนละคดีกันตนเองโดนเรื่องแถลงข่าวเรียกร้องปัญหาค่าไฟแพง เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2567 ส่วนนายวรภพกับ นายศุภโชค เป็นกรณี การอภิปรายในสภา ซึ่งคดีนี้ศาลรับฟ้องแล้ว จึงมาดำเนินการขอประกันตัวซึ่งมั่นใจว่าตนเองไม่ได้มีพฤติกรรมหลบหนี เพราะช่วงนี้เป็นช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เชื่อว่าอย่างไรก็ตามสังคมให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
ส่วนที่ถามว่า กังวลใจหรือไม่เกี่ยวกับคดีนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า คดีนี้แยกกันกับเรื่องของการหาเสียงเลือกตั้ง และไม่เสียสมาธิ ในส่วนของการเรียกร้องดำเนินนโยบายของภาครัฐให้มีการปรับนโยบายในส่วนของโครงสร้างพลังงานและการรับซื้อพลังงานในประเทศ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคนถ้าพรรค ได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้ทำให้หวั่นไหวและไม่ทำให้หยุดในกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น
นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการไปปราศรัยที่จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า ไม่ได้หวั่นเกรงอะไร และเตรียมหมัดเด็ด ในการปราศรัย และเมื่อช่วงการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมาที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ได้รับแรงสนับสนุนจากชาวสุพรรณบุรีเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นหมัดเด็ดของการปราศรัยช่วงเย็นที่จังหวัดสุพรรณบุรีต้องรอติดตาม
ส่วนกรณีการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่พบปัญหาในหลายปัจจัย ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าพรรคประชาชนถูกกระทำมากกว่าพรรคอื่นๆ ในเรื่องนี้ นายณัฐพงศ์ ระบุว่า เตรียมพิจารณาในเรื่องของข้อกฎหมาย ถ้ามีความจงใจและเจตนาในการกระทำหน้าที่ ที่ผิดพลาด ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
พร้อมมองว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา ประชาชนใช้กลายเป็นว่าประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาสิทธิ์ของตัวเองทั้งที่ กกต.สามารถดำเนินการอะไรได้ดีกว่านี้ ทำให้ประชาชนต้องไปหาข้อมูลเองหน้าหน่วย เลือกตั้ง ถ้ากกต. คิดล่วงหน้า น่าทำงานได้ดีกว่านี้ก็จะช่วยปกป้องสิทธิ์ของประชาชนได้ดีกว่านี้
ส่วนความกังวลว่าในเรื่องของบัตรแบบแบ่งเขตถ้าส่งไปผิดเขตผิดหน่วยก็อาจจะเกิดปัญหาบัตรเขย่งได้ เป็นสิ่งที่พวกเราก็รอฟังคำตอบที่ชัดเจนจาก กกต.เช่นเดียวกัน แม้จะออกมาแสดงคำขอโทษก็ไม่สามารถแก้ปัญหา